แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระโพธิสัตว์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระโพธิสัตว์ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ ๒๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๒

ความริษยา

วันนี้เราจะมาพูดกันในเรื่องของอารมณ์ริษยา ซึ่งเป็นอารมณ์ในเชิงอกุศลอีกประเภทหนึ่งที่ไม่แพ้อารมณ์ร้อนร้ายแรงอย่างอื่นๆเช่น อารมณ์อาฆาต อารมณ์พยาบาท อารมณ์โกรธ อารมณ์คับแค้นขุ่นเคืองต่างๆรวมทั้งอารมณ์น้อยอกน้อยใจทั้งหลาย อารมณ์เช่นนี้เกิดที่ใดเดือดร้อนที่นั่น อาการทางกายก็หาความสงบไม่ได้ จะนั่ง ยืน เดิน นอนก้อหาความสุขสบายใจไม่ได้เลย เพราะความร้อนที่เข้ามาเผาผลาญจิตใจผู้ที่เป็นเจ้าของอารมณ์นั้น ไฟแห่งความริษยาจะเผาไหม้ใจตนเองแต่ผู้เดียว คนอื่นเขาสบายดีไม่เดือดร้อน ถ้าเป็นเช่นนั้น ถือว่า ท่านล้มละลายในชีวิตทีเดียวล่ะ

เมื่อเรากล่าวถึงคำว่า “อารมณ์” มันก็หมายถึงอารมณ์ดี(สุข) อารมณ์ร้าย(ทุกข์) และทั้งไม่ดีไม่ร้าย(เฉยๆ) ถ้าเป็นอารมณ์ดีทุกอย่างก็ดูชื่นบานสดใส ร่มเย็น แต่เมื่อไรที่เป็นอารมณ์ร้าย ดูเหมือนทุกอย่างจะพังพินาจไปหมดสิ้น ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ดีหรืออารมณ์ร้ายก็ตามทุกอย่างถูกปรุงแต่งขึ้นจากจิต ปรุงแต่งขึ้นจนเป็นสังขารเกิดมีตัวตน มีตัวกูขึ้นมาทันที ผูกแน่นยึดมั่นอยู่กับตัวกูอย่างมั่นคงแน่นหนาจนที่สุดปัญญาค่อยๆมืดบอด ถึงที่สุดไม่มีปัญญา หมดปัญญา ไม่เอาแล้วแสงธรรม คุณธรรม จริยธรรม ธรรมะใดๆก็ไม่เอาจะเอาแต่ตัวกูเท่านั้น หันมาพูดกันต่อเรื่องของ อารมณ์ริษยา หรือ ความริษยา อะไรคือริษยา เชื่อว่าทุกคนเคยมีอารมณ์นี้ อย่างน้อยก็ครั้งหนึ่งในชีวิต อารมณ์ริษยามักเกิดขึ้นในขณะที่ตนเองเผลอใจ เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ วัตถุปัจจัยสิ่งของ รูปร่างหน้าตา ความสุขความสบาย ยศฐาบรรดาศักดิ์ ความร่ำรวยเงินทองและต่างๆอีกมากมาย ไม่ยินดีในสิ่งที่ตนมี ไม่มั่นคงในตนเอง ไม่นับถือตนเอง ไม่รู้จักพอ อยากได้ อยากมี อยากเป็น นี่แหละคือเหตุของการเกิดอารมณ์ริษยา ความริษยาเป็นของร้อน เป็นยาพิษ เป็นความฉิบหาย บางครั้งอยากเติมคำว่า ฉิบหายขายตัวไปเลยด้วยซ้ำไป

ความริษยา กับความอิจฉาเป็นสิ่งเดียวกัน จึงมักเรียกให้คล้องจองกันว่า “อิจฉาริษยา” เมื่อไรที่เรารู้จักพอใจในตนเอง พอใจกับสิ่งที่ตัวเองมี เคารพนับถือตนเอง เมื่อนั้นก็ไม่เกิดการเปรียบเทียบ อันนำไปสู่ความน้อยเนื้อต่ำใจเกิดอารมณ์หรืออาการแห่งความอิจฉาริษยาขึ้น ดูอย่างละครหลายๆเรื่องที่เขาต้องมี พระเอก นางเอก ผู้ร้ายและนางร้าย โดยเฉพาะนางร้ายก็จะได้อีกฉายาหนึ่งเป็นนางอิจฉาหรือนางริษยา (แต่ก็แปลกทำไมไม่เรียกตัวผู้ร้ายว่า นายอิจฉา หรือ นายริษยาบ้าง)

เหตุใดเราจึงมีความริษยาเคยลองคิดทบทวนบ้างหรือไม่ ส่วนมากมักลืมตัวกันทั้งนั้นปล่อยให้จิตใจเป็นไปตามอารมณ์ ความริษยาก็เป็นอารมณ์อย่างหนึ่งที่เข้ามาครอบงำจิตใจของเรา จุดเริ่มต้นน่าจะมาจากเราไม่สำรวมกายและไม่สำรวมใจ ขาดสติไม่รู้ตัว เพราะไม่กำหนดจิต ไม่กำหนดทวารทั้ง 5 ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ ทำไมเราจึงต้องมีสติและต้องคอยกำหนดจิต เพราะเหตุว่าจิตของเราอยู่ใต้บังคับ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ถ้ารู้ไม่ทัน จิตก็หลง ดึงจิตไม่ทันจิตจะฟุ้ง คิดดูเผินๆเหมือนว่าจะทำได้ง่ายแต่แท้ทิ่จริงยาก เรื่องการกำหนดทวารทั้ง 5 นั้นต้องมีการฝึกฝนอบรมบ่มนิสัยอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นนิสัย เป็นคนคิดก่อนทำไม่เผลอสติ ตรึกตรองยั้งคิดก่อนว่าสิ่งใดเป็นประโยชน์ไม่ขัดต่อศีลธรรมและกฏหมาย กำหนดจิตรู้ทันอารมณ์ ความจริงอยากจะเชิญชวนให้ผู้ที่เข้ามาอ่านบทความของเราได้ฝึกจิต ฝึกปฏิบัติ ฝึกรักษาศีล ฝึกการเป็นผู้ให้ และฝึกอะไรๆที่เป็นบุญ อย่างน้อยเย็นเป็นบุญเกิด เย็นไม่เป็นบาปเกิด และทำอย่างไรจึงเย็นเป็นบุญเกิด นั่นก็คือการละ ลด เลิกทิฐิ แล้วหันมาศึกษาวิถีแห่งพุทธศาสตร์ เดินตามเส้นทางแห่งการดับทุกข์ การพ้นทุกข์ เข้าสู่หนทางแห่งความดับเย็นคือ อริยมรรค มรรคมีองค์ 8 ประการ เหมือนยากแต่จริงๆแล้วถ้าเราพร้อมและมีอ่อนน้อมเริ่มให้ความสำคัญกับการก้าวเดินสู่จุดหมายคือ บรมสุข(ยังไม่ต้องพูดถึงนิพพานในเวลานี้นะเอาแค่สุขปัจจุบันให้สุขจริงทำได้ในชาตินี้ก่อน)
การกำหนดทวารทั้ง 5 ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย
1. ตาเห็นรูป สักว่านั่นคือรูป เอาสติไว้ที่ตา ไม่ผูกจิตมากไปกว่าที่เห็น ไม่หลงรูปมาเป็นการปรุงแต่งอารมณ์
2. หูได้ยิน สักว่านั่นคือเสียง เอาสติไว้ที่หู ไม่ผูกจิตมากไปกว่าที่ได้ยิน ไม่หลงในเสียงมาเป็นการปรุงแต่งอารมณ์
3. จมูกได้กลิ่น สักว่านั่นคือกลิ่น เอาสติไว้ที่จมูกไม่ผูกจิตมากไปกว่าที่ได้กลิ่น ไม่หลงในกลิ่นมาเป็นการปรุงแต่งอารมณ์
4. ลิ้นได้รส สักว่านั่นคือรส เอาสติไว้ที่ลิ้น ไม่ผูกจิตมากไปกว่าที่ได้ลิ้มรส ไม่หลงในรสมาเป็นการปรุงแต่งอารมณ์
5. กายได้สัมผัส สักว่านั่นคือการสัมผัสถูกกาย ว่าเย็น ร้อน อ่อน แข็ง เป็นเรื่องของธรรมชาติ ตั้งสติไว้ที่กาย ไม่หลงในการสัมผัสมาเป็นการปรุงแต่งอารมณ์

ทำไมต้องกำหนดจิตดังนี้และต้องตั้งสติให้เท่าทันสิ่งที่สัมผัส เหตุเพราะเราและจิตของเราอยู่ภายใต้ อารมณ์แห่ง ความรัก โลภ โกรธ หลง ทั้งสิ้น ถ้าพิจารณาแล้วสิ่งต่างๆ เกิดจากการไม่รู้จริง นั่นคือโมหะ(ความไม่รู้ ความหลง)ต่อมาเป็นความถูกใจรักใคร่ยินดี คือ โลภะ(ความโลภ อยากได้ อยากมี อยากเป็น) และสุดท้ายปรุงแต่ง เป็นโทสะ(ความโกรธ ความพยาบาท ความมุ่งร้าย) เมื่อไม่ได้มาหรือได้มาแล้วต้องเสียไปให้ขัดเคืองในอารมณ์เกิดเป็นความร้อน ความร้ายตามมา

และนี่คือยาแก้ริษยาเลิกเปรียบเทียบ เลิกน้อยอกน้อยใจ เลิกทะเยอทะยานแบบผิดๆ และที่สุดให้มีเมตตาต่อตนเองและผู้อื่น สรรพสัตว์ทั้งหลายย่อมมีวาสนา มีบุญกุศลติดตามมาตนมาแต่ชาติปางก่อนกันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ก็ตาม แข่งเรือแข่งพายแข่งได้แต่แข่งบุญแข่งวาสนานั้นแข่งยาก ณ วันนี้ชาตินี้ต่างหากที่สำคัญว่าเราสร้างบุญบารมีวาสนาของตนหรือยัง บุญซื้อไม่ได้ขายไม่ได้ ใช่สักแต่ว่ามีเงินทองมีอำนาจลาภยศก้อจะสำเร็จ หรือทำบุญให้เหนือกว่าคนอื่นมากกว่าคนอื่นแล้วจะสำเร็จเป็นมรรคเป็นผล แต่จะทำอย่างไรให้บุญที่สร้างขาวสะอาดที่สุดบริสุทธิ์ปราศจากราคิน เป็นบุญใสดังแก้วกัลปพฤกษ์นั่นคือ บุญสำเร็จได้ด้วยปัญญา เจตตาอันศรัทธาในพระรัตนตรัยแท้ การไม่ทำบาปทั้งปวง การทำกุศลให้ยิ่ง และการทำจิตใจให้ขาวรอบนั่นคือ หัวใจของบุญ

ความเมตตาต่อตนเองและเมตตาต่อผู้อื่นเสมอด้วยตนเอง คือ มหาบุญ มหากุศล ที่ไม่มีขายที่ไหนนอกจากจิตใจของตนเอง เมตตาธรรมค้ำจุนโลก คือ สัจจะวาจาที่ไม่เคยล้าสมัย


ขอบารมีธรรมจงรักษาคนรักษาธรรม
เกษแก้ว ศรัทธาโพธิธรรม

วันพุธที่ ๒๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

ความอาฆาตเป็นไฟ-ดับได้เย็นสบาย

ชีวิตเป็นของไม่ยั่งยืน, ความตายเป็นของยั่งยืน, อันเราจะพึงตายเป็นแท้, ชีวิตของเรา มีความตาย เป็นที่สุดรอบ, ชีวิตของเราเป็นของไม่เที่ยง, ความตายของเราเป็นของเที่ยง, ควรที่จะสังเวช,ร่างกายนี้, มิได้ตั้งอยู่นาน, ครั้นปราศจากวิญญาณ, อันเขาทิ้งเสียแล้ว, จักนอนทับ, ซึ่งแผ่นดิน, ประดุจดังว่าท่อนไม้และท่อนฟืน, หาประโยชน์มิได้, สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ, มีความเกิดขึ้นแล้วมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา, ครั้นเกิดขึ้นแล้ว ย่อมดับไป, ความเข้าไปสงบระงับ สังขารทั้งหลายเป็นความสุขอย่างยิ่ง

นี่คือคำแปลบทพระธรรมจากส่วนหนึ่งของบทพิจารณาสังขาร อ่านแล้วรู้สึกอย่างไร สำหรับผู้เขียนรู้สึกทันทีที่อ่านจบว่า ชีวิตนี้สั้นหนอ ชีวิตนี้มีความตายเป็นที่สุดหนอ และชีวิตที่เหลือจากนี้ไปไม่เที่ยงหนอ นี่คือความรู้สึกส่วนตัวซึ่งเกิดขึ้นอย่างเด่นชัดไม่มีอะไรเด่นกว่านี้อีกแล้ว สุดท้ายยังรู้สึกอีกว่า เรามีความตายเป็นของเที่ยงจริงๆ ต่อจากนี้ไปทุกลมหายใจ เข้า-ออกล้วนต้องมีประโยชน์เพียงฝ่ายเดียว หากเป็นสิ่งที่ชั่วขุ่นมัวเราของดเว้น หากเป็นสิ่งดีสิ่งประเสริฐต่อตนและต่อผู้อื่นจะรีบขวนขวายเร่งกระทำต่อไปจนกว่าความตายที่เป็นของเที่ยงจะมาถึง เพื่อหัวใจที่สงบและสะอาดเท่านั้น

ครั้งหนึ่ง ในชีวิตเราเคยโกรธ ครั้งหนึ่งในชีวิตเราเคยเกลียด ครั้งหนึ่งในชีวิตเราเคยแอบน้อยใจ ครั้งหนึ่งในชีวิตเราเคยอิจฉาริษยา และครั้งหนึ่งในชีวิตเราเคยท้อแท้ถดถอย ครั้งหนึ่งในชีวิตเราเคยอาฆาตพยาบาทจองเวรและคิดชั่วกับผู้อื่นและต่อตนเองจะด้วยเพราะเหตุไรก็ตาม ขอให้สังเกตว่าในขณะนั้น หัวใจมันร้อน พุพอง ปวดแสบปวดร้อน นอนไม่ได้ กินไม่ได้ ดิ้นรนทุรนทุราย ลูบคลำใจทีไรเหมือนมีหนามมาทิ่มแทง นี่หรือความสุขที่เก็บไว้แนบอก แต่ถ้าลองมองย้อนไปตอนที่หัวใจในขณะมีเมตตา กรุณา หรือช่วงเวลาที่ใจมันเฉยๆ ตอนนั้นใจมันสุข นุ่มนวล เย็นสบาย และชุ่มชื้นชื่นอกชื่นใจอิ่มเอิบ อย่างน่าประหลาดและน่าประคับประคองให้อยู่ในใจในกายไปตลอด ท่านเคยรู้สึกอย่างที่พูดนี้หรือไม่
เราเคยพร่ำบ่นหาเหตุผลของความอาภัพในชีวิตต่างๆนานาไหมว่า ทำไมความโชคร้ายจึงต้องมาเกิดขึ้นกับเราด้วย นั่นเพราะเรามัวมองแต่ตัวเอง มองครอบครัวคนรักของตัวเอง มองแต่จิตใจของตัวเอง แทบจะไม่เคยเงยหน้าไปมองสิ่งรอบข้าง คนรอบข้าง สังคมรอบข้างให้กว้างกว่านี้อีกสักนิด มองด้วยจิตใจที่ยุติธรรม และด้วยความเมตตาต่อเพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย อย่างจริงจังสักครั้ง พวกเราสนใจแต่ตัวเองเท่านั้น นี่คนส่วนมากมักเป็นเช่นนี้ เมื่อไม่เคยมองคนอื่น โลกก็แคบไปอย่างถนัดตา ทุกอย่างล้วนดึงเข้ามาหาตัวเอง เอาเข้ามา เอาเข้ามา สูญเสียไปไม่ได้ ถ้าต้องมีการเสียก็ต้องมีข้อแลกเปลี่ยนที่พึงพอใจ หากไม่เป็นที่พึงพอใจล้วนขัดใจในทันที นี่แหละหนอผู้ประมาทลืมความตาย การตายเป็นและการตายจาก ทุกอย่างล้วนต้องพลัดพรากไปในที่สุด แม้แต่ตัวเรา ร่างกายของเรา ทรัพย์สมบัติของเรา และ คนรักของเราก็ต้องสละและต้องทิ้งไปในที่สุด ไม่มีอะไรเป็นของเราจริงสักอย่าง ความยึดเป็นทุกข์ ทุกครั้งที่รู้ว่ายึดสังเกตได้ว่าใจมันคับแคบ ใจมันฟั่นเฝือ ใจมันหวาดระแวง เพราะกลัวสิ่งที่ยึดหายไป ยิ่งถ้าหายไปเพราะถูกยื้อแย่งด้วยแล้ว นอกจากจะรู้สึกสูญเสียแล้วยังเกิดความโกรธแค้น และที่สุดความรู้สึกโกรธแค้นนั้นก็กลายสภาพเป็นความพยาบาทอาฆาต ที่กล่าวเช่นนี้ เพราะ เขาเหล่านั้นไม่เชื่อในธรรม ไม่เข้าใจในกฎแห่งธรรมชาติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ทรงตรัสไว้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกิดขึ้น ล้วนตั้งอยู่ แล้วดับไปเป็นที่สุด มีรักมีชัง มีได้มามีเสียไป มียกย่องมีนินทา มีดำมีขาว มีได้ยศมีลาภมีเสื่อมยศเสื่อมลาภ นี่คือโลกธรรมแปด ถ้าเข้าใจก็หมดทุกข์ ไฟอาฆาตดับ ความเย็นของสายธารธรรมเข้ามาอาบชโลมใจให้เราได้ร่มเย็นเป็นสุข และที่สุดเกิดความเมตตาต่อตนเองและผู้อื่น โลกก็เกิดสันติสุข สันติสุขที่ใครๆถามหาแต่ไม่มีคนเริ่มต้นสร้างสันติสุข เพราะมัวแต่เกี่ยงกันและชิงดีชิงได้มากกว่ายอมเสียสละ การเป็นผู้ให้และการให้ที่ดีที่สุดนั้นคือ การให้อภัย ทั้งการให้อภัยผู้อื่นและให้อภัยตนเอง ให้โอกาสการเริ่มต้นใหม่กับโลกใบใหม่ของพวกเราทุกคน ทุกอย่างล้วนอยู่ภายใต้กฏแห่งธรรมชาติ คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป นี่คือ กฏแห่งพระไตรลักษณ์

ทีนี้เรามากล่าวถึงเรื่องของความอาฆาต ตัวอาฆาตนี้เป็นตัวอันตรายที่สุด พอกล่าวคำว่า “อาฆาต” ก็ควรต้องมีคำว่า “พยาบาท” เข้ามาด้วยรวมเป็น อาฆาตพยาบาท หรือ พยาบาทอาฆาต เพียงได้พูดคำนี้ อาฆาต หรือ พยาบาท แค่นี้ยังรู้สึกสัมผัสถึงความโหดเหี้ยม ดุร้ายได้ในทันที มันเป็นความรู้สึกอยู่ภายในว่า น่ากลัว ร้อนลุ่มและไม่เป็นสุข เห็นทีความสุขจะไม่มีแน่ถ้าหากมีความอาฆาตพยาบาทเข้ามาใกล้หรือมาสิงสถิตกับเราหรือกับครอบครัวของเรา ความอาฆาตเกิดขึ้นที่ใดที่นั้นล้วนหายนะ ทั้งผู้ที่ผูกอาฆาตและผู้ถูกปองร้ายด้วยความอาฆาตต้องเดือดร้อนด้วยกันทั้งสองฝ่าย ไม่มีใครได้รับความสุขสงบไปได้ ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็น คน สัตว์ หรือวิญญาณ เมื่อไฟอาฆาตเข้ามาแผดเผาก็ล้วนแต่มอดไหม้ด้วยกันทั้งสิ้น ยิ่งอาฆาตมากเท่าไรความเสื่อม ความฉิบหายยิ่งรุนแรงเท่านั้น ไฟแห่งความอาฆาตสร้างความเศร้าสลดสังเวชใจยิ่ง โดยเฉพาะกับผู้ที่ยึดถือมันมาเป็นอารมย์ ยามหลับก็ยากที่จะหลับตานอน ยามตื่นก็พลุ่งพล่านดังน้ำในกะทะทองแดงรดรินใจให้เดือดพล่าน จะกินจะดื่มคอหอยก็ตีบตันไปเสียสิ้น ช่างทรมานกาย-ใจอย่างแสนสาหัส แววตาจากความเป็นมนุษย์กลายเป็นแววตาแห่งปีศาจร้าย ที่สุดจิตใจที่เคยอ่อนโยนกลับกลายเป็นจิตใจแห่งอสูรร้ายไปในทันที นี่แหละพลานุภาพร้ายแห่งความอาฆาตที่ทำลายล้างทุกผู้คนทุกตัวตนให้พินาศย่อยยับไปในที่สุด แล้วเรายังต้องการให้เจ้าตัวความอาฆาตมาผูกมิตรกับเราอีกหรือ เรายังรักมันอีกหรือ ในเมื่อมันไม่เคยสร้างสรรสิ่งที่ดีงามให้กับใครมีแต่จะทำลายล้างให้พินาศย่อยยับเพียงฝ่ายเดียวทั้งในโลกนี้และโลกหน้า มีความขาดทุนในการดำเนินชีวิตสถานเดียวเท่านั้น ผลที่ได้รับก็ไม่คุ้มค่า อาจจะได้รับโทษทัณฑ์จากกฏหมาย เมื่อตายไปก็ไปสู่นรกอเวจีเป็นที่หวัง ยิ่งถ้าตายในขณะที่จิตผูกพยาบาทอาฆาตด้วยแล้ว ดวงจิตนั้นจะพุ่งตรงลงสู่เหวนรกที่ต่ำที่สุดไม่มีโอกาสที่จะได้รับส่วนบุญส่วนกุศลจากใครได้เลย ทั้งมืดมิดทุกข์ ทรมานตราบนานเท่านานกว่าจะพ้นจากทุกข์นั้น ไม่น่าลงทุนกับเจ้าความอาฆาตแม้แต่สักนิดเดียว มันเป็นทุกข์ตั้งแต่ยังไม่ตายต่อเมื่อตายแล้วยังทุกข์อยู่ ครั้นได้ไปเกิดใหม่เพราะแรงอาฆาต ชีวิตใหม่ย่อมหาความสงบสุขไปไม่ได้

การให้อภัยเป็นการแก้แค้นที่ดีที่สุด เพราะสรรพสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ล้วนอยู่ภายใต้กฏแห่งกรรม

ไม่ว่าเราท่านทั้งหลายจะกระทำอะไรก็ตามทุกอย่างล้วนเป็นการกระทำที่ถูกจดบรรทึกโดยกรรมทั้งสิ้น ดังนั้นเมื่อบัญชีกรรมมีการจดบรรทึกอยู่ทุกตัวอักษร ทุกอักขระ ทุกพยัญชนะอย่างละเอียดปานนี้ แน่นอนไม่มีสัตว์หรือมนุษย์ตนใดหน้าไหนจะพ้นจากกรรมของตัวเองไปได้ ต้องได้รับผลกรรมของตนทั้งสิ้น สรุปได้ว่า เราจะอาฆาตทำลายล้างผู้ที่มาทำร้ายเรา หรือ แม้แต่การกระทำที่ตนทำร้ายตัวเอง ที่สุดการตกเป็นโจกย์หรือจำเลยของตนนั้น ทุกหยดของกรรมย่อมให้ผลกับเราอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ทั้งสิ้น อย่างสาสมเต็มเม็ดเต็มหน่วยจนกว่าจะสำนึกได้และเข้าใจชีวิต นั่นหมายถึงเข้าใจกรรม ต่อเมื่อการเริ่มต้นใหม่ที่เข้าใจกรรม ในลมหายใจที่เป็นการสร้างสมความสงบอันเป็นบุญเป็นกุศล นั่นแหละไฟอาฆาตจึงค่อยๆ ดับเย็นลง ความสงบและความเคารพในธรรม เชื่อในกฏแห่งกรรมเราก็จะรู้ว่าทุกชีวิตเกิดมาทำไม เกิดมาเพื่ออะไร เมื่อรู้จักกรรม ก็รู้จักธรรม รู้จักทุกข์เข้าใจในทุกข์ เราก็จักเริ่มมองเห็นฝั่งอันเป็นที่สุดแห่งแดนเกิด.
ขอความสงบเย็น และ สายธารแห่งธรรม จงช่วยดับไฟให้กับผู้ที่เคารพในพระรัตนตรัยและเคารพในธรรมทุกท่าน ความยุติธรรมของกรรมซึ่งเป็นธรรมชาติแท้จงมีแด่ผู้ใฝ่ในธรรมทุกท่านเทอญ.

เกษแก้ว ศรัทธาโพธิธรรม

วันพุธที่ ๑๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

เรื่องที่ ๕ กรรมจากการทำแท้ง

เรื่องที่ ๕ กรรมจากการทำแท้ง

“กิจโฉ มนุษะ ปฏิภาโพธิ์” การเกิดเป็นมนุษย์นั้นแสนยาก เป็นพระพุทธพจน์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในครั้งหนึ่งพระสารีบุตรเคยทูลถามพระพุทธองค์ว่า...
“การจะเกิดเป็นมนุษย์นั้นมีโอกาสมากน้อยเพียงใดพระเจ้าข้าฯ” พระพุทธ์องค์ไม่พูดอะไรเลย แต่ทรงใช้นิ้วมือแตะลงบนพื้นดินแล้วชูขึ้น ตรัสตอบกับพระสารีบุตรว่า
“มีเพียงแค่นี้....สารีบุตร”นั้นหมายถึงสรรพสัตว์ที่ต้องไปเวียนว่ายตายเกิดในภพภูมิต่างๆมีจำนวนมากเทียบเท่ากับดินทั่วไปทั่วพื้นปฐพี แต่ที่สามารถเกิดเป็นมนุษย์ได้....มีเพียงแค่ดินที่ติดปลายนิ้วของพระพุทธองค์เท่านั้น

ทำแท้ง คือ การฆ่าคน เป็นฆาตกรฆ่าลูกในไส้ของตนเอง ไม่ว่าผู้นั้นจะขึ้นชื่อว่าแม่หรือพ่อล้วนเป็นหุ้นส่วนกรรมมหันต์นี้ด้วยกันทั้งคู่ ไม่ต้องโยนบาปให้กันและกัน ไม่ต้องโยนผิดป้ายโทษว่าใครเป็นต้นเหตุ สุดท้ายได้รับกรรมอย่างสาสมด้วยกันทั้งคู่ ความจริงเรื่องการทำแท้งเป็นผลสุดท้ายของความชั่วที่ได้รับการไตร่ตรอง วางแผนทำลายหลักฐานการก่อความชั่ว ส่วนเหตุนั้นมาจากการที่บุคคลขาดการสำรวม ทั้งกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม เห็นความมักมากในกามอารมณ์เป็นของสนุกอย่างไร้ยางอาย ขาดความศรัทธาและขาดความเคารพในธรรม ไม่เชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษ ความประพฤติที่ประมาทท้าทายต่อธรรม ไม่เกรงกลัวไม่ละอายต่อบาปใดๆ ทั้งสิ้น บาปที่มีโทษหนักที่สุด ๕ ประการ คือ ฆ่าบิดา ฆ่ามารดา ฆ่าพระอรหันต์ ทำให้สงฆ์แตกแยก ทำร้ายพระวรกายพระพุทธเจ้าห้อเลือด ดังนั้น การทำแท้งจึงมีบาปเท่ากับการฆ่าพระอรหันต์ เหตุเพราะ เด็กในครรถ์ยังบริสุทธิ์ มิเคยได้สร้างบาปกรรมใดๆ เลย และไม่มีเหตุปัจจัยของการสร้างกรรม ชีวิตของเขาจึงบริสุทธิ์ดั่งพระอรหันต์ ดังนั้น การทำแท้งฆ่าเด็กทารกในครรถ์หนึ่งคนจึงมีบาปเท่ากับฆ่าพระอรหันต์หนึ่งพระองค์ การฆ่ามนุษย์นั้นว่าบาปมากแล้ว แต่การฆ่าเด็กทารกที่บริสุทธิ์เป็นบาปหนักยิ่งกว่า

ผลกรรมจากการทำแท้ง พระพุทธองค์ยังได้ตรัสอีกว่า ผู้ที่เคยทำแท้ง ขณะมีชีวิตจะได้รับผลกรรมสนองจากโรคร้าย ป่วยหนัก อายุสั้น การถูกขัดขวางไม่ให้พบความเจริญ ความฉิบหายมาสู่ตนอย่างหาสาเหตุไม่ได้ ครั้นจบชีวิตแล้วจิตวิญญาณต้องได้รับโทษทัณฑ์ที่แสนสาหัสในนรกภูมิเป็นเวลาอันยาวนานมิอาจประมาณได้ และยิ่งถ้าหากเด็กผู้ตายนั้นมีจิตอาฆาตพยาบาทด้วยแล้วยิ่งลำบากหนัก เพราะจิตอาฆาตนั้นจะเฝ้าจองเวรกันทุกลมหายใจเข้าออก ทำให้ชีวิตไม่เป็นสุขทุกข์ทรมานต้องพบกับความล้มเหลวอย่างไม่หน้าจะเป็นไปได้ หรือบางท่านพบแต่ความทุกข์ระทม ล้มละลายทั้งชีวิตการงานและชีวิตครอบครัวหาความสงบสุขได้ยาก ต้องชดใช้กรรมกันอย่างสาสม จนกว่าแรงกรรมนั้นจะได้ชำระกันจนหมดสิ้น หรือ จนกว่าเป็นที่เพียงพอของจิตวิญญาณนั้น ที่สุดยกให้เป็นอโหสิ
มีตัวอย่างเกี่ยวกับการทำแท้งไว้ให้เป็นอุทาหรณ์ บางท่านอ่านแล้วอาจจะไม่รู้สึกอะไร แต่บางท่านถ้ารู้สึกว่าเรื่องบาปกรรมมันน่ากลัวก็ควรรีบละบาปและเร่งสร้างบุญให้จงมากจะดีกว่าเคยมีสตรีหลายท่านที่เคยมีประสพการณ์ในการทำแท้งมาเล่าให้ฟัง ในขณะที่ดิฉันได้ตรวจดวงชะตาพบว่าเคยทำแท้งมา เป็นเหตุให้ชีวิตในปัจจุบันล้มเหลวตลอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องครอบครัว สุขภาพ หรือการงาน ล้วนพบแต่ความวิบัติอันสืบมาจากกรรมที่เคยทำแท้ง เช่น ผู้หญิงคนหนึ่งเมื่อสมัยที่เธอยังเป็นสาววัยรุ่นอยู่ได้พบรักกับชายวัยรุ่นวัยคนอง และได้เสียกันก่อนวัยอันควร แต่ขาดความระมัดระวังจึงตั้งท้อง และด้วยวัยละอ่อนจึงไม่สามารถดูแลรับผิดชอบกับสิ่งที่ตนกระทำลงไปได้ จึงต้องกำจัดสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ตั้งใจทำให้เกิด นั่นคือลูกในท้อง ด้วยการทำแท้ง ต่อมาเธอก็แต่งงานใหม่อย่างมีหน้ามีตากับสามีอีกคนแต่ไม่นานสามีก็เริ่มนอกใจ และมักทำร้ายเธอเสมอแต่ไม่ยอมเลิกลา เวลาดื่มเหล้าแล้วชอบซ้อมเมียเป็นกิจวัตร จะเลิกก็เลิกไม่ได้ ต่อมาไม่นานยังบังคับเอาเงินทองจากเธอไปจนหมดทำให้เธอต้องเป็นหนี้สินมากมาย และสุดท้ายก็เลิกกันโดยไม่มีบุตรด้วยกันทั้งที่อยู่กันมา 5 ปี ผ่านไปไม่นาน เธอแต่งงานใหม่พบชายคนใหม่ก็มีชีวิตที่ไม่สุขสบายอีกเช่นเดิม นรกอยู่ในอกตลอดเวลาจนวันหนึ่งเมื่อมาพบดิฉัน และได้ตรวจกรรมจึงยอมรับสารภาพว่า เคยทำแท้งมาจากการที่รักสนุกในเรื่องกาม เป็นเหตุให้มีชีวิตอับจนเช่นนี้ ก็แนะนำให้เธอไปรักษาศีล และหมั่นทำบุญ อีกทั้งให้ขมากรรมกับเจ้ากรรมนายเวร ให้ละอายเกรงกลัวต่อบาปอย่าได้ทำเช่นนั้นอีกต่อไป จนสุดท้ายที่ได้พบกัน เธอบอกว่า เดี๋ยวนี้ได้พบสามีคนใหม่เป็นคนที่ 3 ซึ่งดีกับเธอมากแต่ไม่สามารถมีลูกด้วยกันได้เพราะเธอได้ตัดมดลูกทิ้งไปแล้วตั้งแต่ตอนอยู่กับสามีคนที่ 2 เพราะเนื้องอกและมดลูกอักเสบอย่างแรง นี่แหละ กรรม

สรรพสัตว์ทุกชนิดในโลกนี้ล้วนรักชีวิตของตนทั้งสิ้น เช่นเดียวกับที่ตัวเราก็รักชีวิตของเราดุจเดียวกัน
จงมีเมตตา และให้ความเคารพในชีวิตของกันและกันเถิด สันติสุขจะเกิดได้เมื่อทุกสรรพสัตว์เคารพในธรรม

จงรักชีวิตของผู้อื่นให้เหมือนรักชีวิตตนเอง
เกษแก้ว ศรัทธาโพธิธรรม

วันพุธที่ ๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

อาจารย์ใหญ่สอนธรรมะอยู่ที่ไหน ขั้นที่ ๓

อาจารย์ใหญ่สอนธรรมะอยู่ที่ไหน ขั้นที่ ๓
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกไม่มีคำว่า “โดยบังเอิญ”
ธรรมะจัดสรร กรรมะบันดาล นั่นคือ ความหมายเดียวกับคำว่า กฎแห่งกรรม ลองหันมาพิจารณากันอีกสักครั้ง
หนึ่งชีวิต ตั้งแต่ลืมตาดูโลกล้วนดำเนินไปด้วยอำนาจแห่งกรรมทั้งสิ้น อดีตชาติของคนและสัตว์นั้นมีมากมายนัก จึงได้ทำกรรมกันไว้มากมาย กุศลกรรมบ้างอกุศลกรรมบ้าง ชีวิตในปัจจุบันมีดีบ้างไม่ดีบ้าง สุขบ้างทุกข์บ้าง คนมั่งมีเป็นมหาเศรษฐีพรั่งพร้อมด้วยอำนาจวาสนา ก็ด้วยอำนาจของ กุศลกรรม คือ การบริจาคทานช่วยเหลือเจือจุนผู้อื่น ทำแต่กรรมขาว และมีจิตใจที่งดงาม ได้กระทำสั่งสมมานับชาติไม่ถ้วนไว้ในอดีต นั่นก็เป็นกฎแห่งกรรมว่าด้วย ทำดีได้ดี แต่ เมื่ออกุศลกรรม คือ การคดโกง เบียดเบียนทรัพย์สินให้ผู้อื่นต้องเดือดร้อน ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ไม่มีศีลธรรม สร้างแต่กรรมดำไว้ในอดีต ส่งผลและเป็นผลที่แรงกว่ามีกำลังกว่ากุศลกรรมที่กำลังเสวยผลอยู่ อกุศลกรรมก็จะตัดรอนกุศลกรรม การส่งผลไม่ดีของอกุศลกรรมให้เกิดแทน ความมั่งคั่งมั่งมีก็จะกลับเป็นความอัตคัดขัดสน หรือมีโรคภัยร้ายแรงตัดและบั่นทอนนานา ถึงที่สุดเป็นบุคคลทุพลภาพหรืออายุสั้น สิ้นเนื้อประดาตัวก็มี ผู้ที่มีปัญญาจึงกลัวกรรมเป็นอย่างยิ่งมากกว่าอะไรอื่น กลัวเพราะรู้ว่า เมื่อทำกรรมไม่ดีไว้แล้วต้องได้รับผลไม่ดี และเมื่อถึงเวลาที่กรรมส่งผลไม่ดีมาถึงตัวแล้วหากยังไม่รู้ตัวย่อมจะรอดพ้นผลแห่งกรรมนั้นได้ยาก สิ่งนี้ก็คือ ทำชั่วได้ชั่ว บางคนตั้งแต่เกิดมาในชาตินี้ไม่เคยทำกรรมไม่ดีเช่นนั้น แต่ก็ต้องได้รับผลไม่ดี ที่อาจจะทำให้เกิดความพิศวงสงสัย จนทำให้เกิดเป็นมิจฉาทิฐิความเห็นผิด คือเห็นไปว่าทำดีไม่ได้ดี ซึ่งความจริงไม่ใช่เช่นนั้น ทำดีต้องได้รับผลดีเสมอ ทำไม่ดีจึงจะได้รับผลไม่ดีความเที่ยงตรงนี้ไม่มีวันผันแปร
วิธีแก้หรือทอนกำลังการส่งผลของอกุศลกรรมในเบื้องต้นท่านต้องเชื่อเรื่องผลของกรรมว่ามีจริงเสียก่อนเมื่อเชื่อเช่นนั้นแล้วก็ไม่เป็นการยากที่เราจะแก้ไขให้ชีวิตดีขึ้นได้ เริ่มต้นด้วยการให้สัญญาว่าจะไม่ทำกรรมไม่ดีอีกทั้ง กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม เชื่อและศรัทธาในพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพรผู้มีพระภาคเจ้า และเริ่มค้นคว้าหาวิธีปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง ลองเข้ามาศึกษาว่าเหตุของการเกิด ภพชาติ เกิดขึ้นได้อย่างไร คงเคยได้ยินคำว่า ปฏิจสมุปบาท เหตุให้เกิดภพชาติ (การเวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จักจบสิ้น) แต่ก่อนที่จะเข้าไปถึงสิ่งนี้เราลองหาวิธีวางรากฐานของชีวิตให้พ้นจากความชั่วทั้งปวงเพื่อชีวิตที่บริสุทธิ์ คนเราควรมีสามัญสำนึกที่จะต้องดำเนินชีวิตที่ดีงามให้จงได้ และต้องร่วมกันสร้างสรรค์สังคมให้น่าอยู่ให้เจริญมั่นคง ตามหลักวินัยของคฤหัสถ์ (คิหิวินัย) ดังนี้
กฎ ๑ เว้นชั่ว ๑๔ ประการ
ก. เว้นกรรมกิเลส ๔ การไม่กระทำบาปทางกายอันจะทำให้ชีวิตมัวหมอง คือ ๑. เว้นปาณาติบาตการฆ่าสัตว์ ๒.เว้นอทินนาทานเว้นการลักทรัพย์ ๓.เว้นกาเมสุมิจฉาจารเว้นการประพฤติผิดในกาม ๔. เว้นมุสาวาทเว้นการพูดเท็จโกหกหลอกลวง
ข. เว้นอคติ ๔ การไม่กระทำผิดทางใจความลำเอียง/ประพฤติคลาดธรรม คือ ๑. เว้นฉันทาคติ คือ ความลำเอียงเพราะชอบ ๒. เว้นโทสาคติ คือไม่ลำเอียงเพราะชัง ๓. เว้นภยาคติ คือ ไม่ลำเอียงเพราะขลาด ๔. เว้นโมหาคติไม่ลำเอียงเพราะเขลา
ค. เว้นอบายมุข ๖ การไม่หลงมัวเมาอยู่ในหนทางแห่งความโง่ที่ชั่วช้าน่าอับอาย ช่องทางเสื่อมทรัพย์อับชีวิต คือ ๑.ไม่เสพติดสุรายาเมา ๒.ไม่เอาแต่เที่ยวไม่รู้เวลา ๓. ไม่จ้องหาแต่รายการบันเทิง ๔. ไม่เหลิงไปหาการพนัน ๕. ไม่พัวพันมั่วสุมมิตรชั่ว ๖.ไม่มัวจมอยู่ในความเกียจคร้าน
กฎ ๒ เตรียมทุนชีวิต ๒ ด้าน
ก. เลือกสรรคนที่จะเสวนา คบมิตรที่นำไปในทางแห่งความเจริญและสร้างสรรค์ โดยหลีกเว้นมิตรเทียมมิตรพาให้ฉิบหาย คบหาแต่มิตรแท้ คือ ๑. รู้ทันมิตรเทียม หรือ ศัตรูผู้มาในร่างมิตร แบ่งเป็น ๔ ประเภทคือ คนปอกลอก คนดีแต่พูด คนหัวประจบ คนชวนฉิบหาย ๒. รู้ถึงมิตรแท้ หรือ มิตรด้วยใจจริง (สุหทมิตร) ๔ ประเภท มิตรอุปการะ มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ มิตรแนะนำประโยชน์ มิตรมีใจรักเมตตาต่อกัน
ข. จัดสรรทรัพย์ที่หามาได้ ด้วยสัมมาชีพ ดังนี้ ขยันหมั่นเพียรในการทำงานดังผึ้งน้อยสร้างรวงรังและ เก็บออมทรัพย์ที่หามาได้ดังผึ้งเก็บรวมน้ำหวานและเกสร เมื่อก่อร่างสร้างทรัพย์ได้ พึงวางแผนการใช้จ่ายอย่างรอบคอบใช้จ่ายในสิ่งอันเป็นประโยชน์ โดยจัดส่วนดังนี้ ๑ ส่วนใช้เลี้ยงตัว ๑ ส่วนใช้ทำหน้าที่การงานประกอบกิจการอาชีพ ๑ ส่วน เก็บไว้เป็นหลักประกันชีวิตในคราวจำเป็นและเมื่อยามเข้าสู่วัยอาทิตย์อัสดง
กฎ ๓ รักษาความสัมพันธ์ ๖ ทิศ
ก. การทำทุกทิศให้สุขเกษมอย่างถูกฐานะ ปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามฐานะและหน้าที่แห่งตนต่อบุคคลที่สัมพันธ์ด้วย
ทิศที่ ๑ ในฐานะที่ตนเป็นบุตร ธิดา พึงเคารพบิดามารดาซึ่งเปรียบเหมือนทิศเบื้องหน้า ทิศที่ ๒ ในฐานะที่เป็นศิษย์ พึงให้ความเคารพนพนอบต่อครูบาอาจารย์ซึ่งเปรียบเหมือนเบื้องขวา ทิศที่ ๓ ในฐานะที่เป็นสามี พึงให้เกียรติบำรุงเลี้ยงภรรยาและครอบครัวซึ่งเปรียบเหมือนทิศเบื้องหลัง ทิศที่ ๔ ในฐานะที่เป็นมิตรสหาย พึงปฏิบัติต่อมิตรสหายอันเป็นเพื่อนแท้ซึ่งเปรียบเหมือนทิศซ้าย ทิศที่ ๕ ในฐานะที่เป็นนายจ้าง พึงบำรุงคนรับใช้และคนงานในเรือนชานที่ตนปกครองซึ่งเปรียบเหมือนทิศเบื้องล่าง ทิศที่ ๖ ในฐานะที่เป็นพุทธศาสนิกชน พึงแสดงความเคารพนับถือต่อ พระสงฆ์ผู้ทรงศีล ผู้เปรียบเสมือน ทิศเบื้องบน
ข. เกื้อกูลประสานสังคม ทำตนเป็นส่วนหนึ่งของสังคมยังประโยชน์อันจะนำมาซึ่งดความสงบสุข เพื่อความเจริญรุ่งเรือง มั่นคงสมานสามัคคี เอกภาพด้วยสังคหวัตถุ ๔ คือ ๑. ทาน คือการเผื่อแผ่แบ่งปัน ด้วยเงินทองหรือข้าวของต่างๆ ตามฐานะแบ่งปันความสุขให้ผู้ร่วมสังคมนั้น ๒. ปิยะวาจา พูดจาอย่างรักกัน มีความไพเราะอ่อนหวานและจริงใจ ไม่กล่าวคำที่จะก่อให้เกิดความแตกแยก คำพูดควรยังประโยชน์แก่เขาและเราอย่างบริสุทธิ์ ๔. สมานัตตตา เอาตัวเข้าสมานช่วยสร้างสรรค์และแก้ไขปัญหาโดยธรรม ร่วมทุกข์ร่วมสุขเมื่อมีภัยมา ร่วมยินดีเมื่อมีความสำเร็จและความสุข

การนำชีวิตให้ถึงจุดหมาย
ก. จุดหมาย ๓ ขั้น ดำเนินชีวิตให้บรรลุจุดหมาย (อัตถะ) ๓ ขั้น คือ
ขั้นที่ ๑ ทิฎฐธัมมิกัตถะ ขั้นตาเห็นเกิดประโยชน์ปัจจุบันได้รับผลทันที เช่น ไม่ดื่มเหล้า ไม่มั่วอบาย มีจิตใจใฝ่ในธรรม ผลที่ได้รับ คือ การมีสุขภาพกายดี ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ อายุยืน, มีเงินมีงานทำมีอาชีพสุจริต พึ่งตนเองได้ไม่เป็นภาระของสังคม, มีสถานภาพดี เป็นที่ยอมรับนับถือของสังคม, มีครอบครัวผาสุก ทำวงศ์ตระกูลให้เป็นที่นับถือ, ทั้ง ๔ นี้พึงให้เกิดมีโดยธรรม และใช้ให้เป็นประโยชน์ ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น
ขั้นที่ ๒ สัมปรายิกัตถะ จุดหมายขั้นเลยตาเห็น เกิดประโยชน์เบื้องหน้าหรือภพหน้า คือ มีความอบอุ่นมั่นใจในกุศลที่ตนสร้างสม ซาบซึ้งสุขใจ ไม่อ้างว้างเลื่อนลอยไม่หวาดหวั่นเมื่อทุกข์ภัยหรือความตายมาเยือน มีหลักยึดเหนี่ยวใจให้เข้มแข็งด้วยศรัทธา, มีความภูมิใจในชีวิตที่สะอาดเปี่ยมความดีมากด้วยบุญกุศล ที่ได้ประพฤติแต่สิ่งอันดีงามด้วยความสุจริต, มีความเต็มบริบูรณ์แห่งกุศลจิต ปิติมั่นคงในชีวิตที่ขาวสะอาด ในชีวิตมีคุณค่าที่ได้ทำประโยชน์ตลอดมาด้วยน้ำใจ เสียสละ, มีความแกล้วกล้าอาจหาญมั่นใจ ที่จะแก้ปัญหาต่างๆ ด้วยสติ นำชีวิตและภารกิจไปได้ ด้วยดวงแก้วแห่งปัญญา, มีความปลอดโปร่งใจ จิตมั่นคง จิตใจไม่หวั่นเกรงต่ออกุศลเรียกว่า มีทุนประกันภพใหม่ ได้ด้วยกุศลที่ได้ทำไว้แต่กรรมที่ดี
ขั้นที่ ๓ ปรมัตถะ จุดหมายสูงสุด หรือประโยชน์อย่างยิ่งอย่างสูงสุด ไม่มีอะไรจะดียิ่งกว่า สูงยิ่งกว่า คือ แม้ว่าจะต้องได้รับการกระทบแห่งโลกธรรม ด้วยเหตุใดก็ตาม พบความผันแปรที่แสบร้อน เจ็บปวดก็ไม่หวั่นไหว เพราะเราได้เตรียมการ ทั้งทางกาย ใจ และเตรียมจิตไว้มั่นคงมุ่งตรงศรัทธาในพระรัตนตรัย เป็นผู้ไม่ประมาท ก้าวเดินตามรอยพระบาทขององค์สมเด็จพระบรมไตรโลกนาทอย่าง ไม่ออกนอกลู่ทาง ดังนั้นก็ไม่หวั่นไหวมีใจเกษมศานต์ที่มั่นคง, ไม่ถูกความยึดมั่นถือมั่น เห็นแต่ตัวกูมาหรอกหลอน ยึดติดบีบคั้นจิต ให้ผิดหวังโศกเศร้า หรือระเริงใจริงโลดจนเหมือนผู้ขาดสติ คล้ายเป็นบ้า มีจิตโล่งโปร่งเบาเป็นอิสระต่อเครื่องพันธนาการ บังเกิดความสดชื่น เบิกบานใจ ไร้ความเศร้าหมอง ไร้ทุกข์ มีความสุขที่แท้, ชีวิตที่รู้เท่าทันและทำการตรงเหตุปัจจัย ชีวิตหมดจดสดใสเป็นอยู่ด้วยปัญญาไม่หลงทางอีกต่อไป
เรียกว่า “บัณฑิต “(ผู้รู้ )”
การดำรงชีวิตของมนุษย์นั้นต้องมีแบบแผนมีการเตรียมการก่อนเดินทาง ไม่เช่นนั้นจะเดินผิดทางหลงทางเสียเวลาเสียอนาคต การจะเกิดมาเป็นคนนั้นยากนักหนา แต่การดำรงชีวิตให้อยู่ได้โดยไม่เสียชาติเกิด เมื่อได้เกิดมาเป็นมนุษย์ทั้งทีจะทำอย่างไรให้ชิวิตไม่ขาดทุนและไม่ขาดบุญยิ่งยากลำบากเป็นหลายเท่าพันทวี จึงอยากแนะนำแผนที่ธรรมซึ่งเหมาะควรนำไว้ติดตัวติดใจ เพื่อใช้ ในการเดินทางสู่ความสงบเย็น อันสว่าง สะอาดนั้น แผนที่ธรรมที่จะแนะนำเพื่อใช้เป็นคู่มือการเดินทางนั้นคือ เรื่องราวของอริยะมรรคมีองค์ ๘

อริยะมรรคมีองค์ ๘ คือ หนทางมีองค์แปดประการอันประเสริฐสู่ความเป็นอริยะ
มรรคองค์ที่ ๑ สัมมาทิฎฐิ- ความเห็นชอบ มรรคองค์ที่ ๒ สัมมาสังกัปปะ- ความดำริชอบ
มรรคองค์ที่ ๓ สัมมาวาจา-เจรจาชอบ มรรคองค์ที่ ๔ สัมมากัมมันตะ- กระทำชอบ
มรรคองค์ที่๕ สัมมาอาชีวะ- เลี้ยงชีพชอบ มรรคองค์ที่ ๖ สัมมาวายามะ- พยายามชอบ
มรรคองค์ที่๗ สัมมาสติ- ระลึกชอบ มรรคองค์ที่ ๘ สัมมาสมาธิ – ตั้งจิตมั่นชอบ

เกริ่นเรื่องอริยมรรคมีองค์แปดประการแล้วเท่ากับเราได้เริ่มต้น การเดินทางชีวิตที่ถูกต้องและปลอดภัย ปิดหนทางไปนรกอย่างถาวรไว้ติดตามตอนปฏิบัติธรรมกันต่อในคราวหน้า ธรรมย่อมชนะอธรรมเสมอ ขอเพียงเราฉลาดที่จะคิดและฉลาดทำอย่างผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน จงศรัทธาเชื่อมั่นและเคารพในธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธะเจ้าเถิด

ขอธรรมจงรักษาผู้ประพฤติธรรม
เกษแก้ว ศรัทธาโพธิธรรม

วันอังคารที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑

ความเมตตาจากพระแม่กวนอิมมหาโพธิสัตว์

ความเมตตาจากพระแม่กวนอิมมหาโพธิสัตว์
โอม นำโม ออ นี ถ่อ ฮุก (หรือ อา มี ทอ ฝอ) ขอบูชาพระอมิตตาพุทธเจ้า
โอม นำโม กวน ซี อิม ผ่อ สัก (หรือ โอม มณี เปมา ฮูง เป็นภาษาธิเบต)

ขอบูชาพระอวโลกิเตศวรพระโพธิสัตว์กวนอิมเจ้า หลายคนที่เกิดมาในโลกนี้ ยังหาคำตอบให้กับตนเองไม่ได้ว่า ที่แท้จริงพวกเราทั้งหลายเกิดมาเพื่ออะไรไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ ล้วนหาคำตอบให้ตนเองไม่ได้ ประสพกับความสับสนวุ่นวายในการดำรงชีวิตตลอดเวลา ท่านที่ทุกข์น้อยก็ว่าสุขแล้ว พอทุกข์เพิ่มขึ้นก็รู้สึกทุกข์อย่างเหลือประมาณจนแทบจะสิ้นใจ ทุรนทุรายพยายามค้นหาวิธีที่จะหนีความทุกข์นั้น ก็แล้วแต่ว่าใครจะได้รับทุกข์แบบไหน คนจนก็ทุกข์แบบหนึ่ง คนที่มีฐานะปานกลางก็ทุกข์แบบหนึ่ง คนที่มั่งมีพรั่งพร้อมก็ทุกข์แบบหนึ่ง ไม่เห็นมีใครไม่มีทุกข์นอกจากมีทุกข์แล้วยังนิยมการเสาะแสวงหาความทุกข์มาใส่ตัวเพิ่มขึ้นทั้งที่รู้สึกตัวและไม่รู้สึกตัว ที่กล่าวนี้มิได้หมายถึงความทุกข์ที่เกิดจากสถาพบังคับทางธรรมชาติ คือ เกิด แก่ เจ็บ และตายเท่านั้น แต่หมายถึงการเสาะแสวงหาความทุกข์ประเภทสนองความต้องการความสุขทางใจ-ทางกายทุกประเภทด้วย อันเกิดจากตัณหาอุปทานทั้งปวง เพราะจิดใต้สำนึกแห่งความกลัวที่หลบซ่อนอยู่ภายในจิตใจเช่น กลัวความยากจน กลัวความผิดหวัง กลัวความล้มเหลว ฯลฯ กลัวแก่และกลัวตายความจริงแล้วสันชาติญาณของความกลัวแตกแยกย่อยออกไปอีกมากมาย ยิ่งกลัวมากยิ่งหาสิ่งมาสนองกิเลสมากเพื่อปกป้องตนเอง เพื่อเป็นการปลอบประโลมใจว่าสิ่งที่กลัวจะไม่เกิดขึ้น สมหวังก็ดีไป แต่ถ้าไม่สมหวังยิ่งทุกข์หนักเข้าไปอีก พอทุกข์มากครั้งทุกข์บ่อยๆจนเกิดเป็นความเคยชินอย่างจิตไร้สำนึก อารมณ์นั้นก็ฝังรากลึกจนเป็นจิตใต้สำนึกกันไปเลยทีเดียว เกิดเป็นการบ่มเพาะกลายเป็นสันดานจนกลมกลืนเหมือนเป็นธรรมชาติ หมักหมมทวีคูณทุกภพทุกชาตินับชาติกันไม่หวาดไม่ไหว บางคนสะสมความดีจนเคยชินตามที่กล่าวมาข้างต้น บางคนสะสมความชั่วจนเคยชินเช่นกัน กรรมแสดงผลออกมาเป็นตัวตนตามภพชาติที่ไปกำเนิดนั้นๆ นี่แหละคือเหตุผลว่า เกิดมาทำไม เกิดมาแลัวต้องทำอะไร และไม่ควรทำอะไร สุดท้ายจะหยุดเกิดได้อย่างไร ถ้าเราตั้งสติให้ดีค่อยๆ ลำดับภาพชีวิต จะค้นพบสัจธรรมบางอย่าง ยกเว้นเราไม่เคยให้ความละเอียดปราณีตและมอบความเมตตาให้กับชีวิตของตนเอง มีแต่คิดว่าได้เกิดมาทั้งทีรีบหาผลประโยชน์ใส่ตัวให้มากที่สุด จริงๆแล้วเราเกิดมาทำไม? ข้าพเจ้าคิดว่า เพื่อค้นหาข้อบกพร่องทางจิตวิญญาณ เพื่อสร้างกรรมใหม่ (การละเลยการสร้างความดีมาตลอดเวลาอันยาวนานของการเวียนว่ายตายเกิด) และแก้ไขสิ่งที่ผิด (บาปที่เคยทำมา) รีบหาหนทางไปสู่ทางสว่าง สะอาด สงบ เป็นมหาปัญญาอันเลิศ คือการหลุดพ้นจากกงล้อแห่งวัฎจักร วัฎสงสาร คือ เข้าสู่นิพพานเป็นสิ่งปราถนาสูงสุดของทุกดวงจิต
ถ้าท่านศึกษาทางธรรมมาไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตาม สิ่งที่พอจะสรุปได้คือ ธรรมะ นั้นมุ่งเน้นให้สรรพสัตว์ทั้งหลายอยู่ได้อย่างสงบเย็น ไม่ร้อนรุ่มอันเนื่องมาจากการถูกเพลิงกิเลสตัณหาเผากาย ใจ ตะเกียกตะกายหาวิธีดับไฟกิเลสนั้นอย่างคนหูหนวก ตาบอด และใจแคบ เช่น การดิ้นรนเรื่อง ปากท้อง ชื่อเสียง เกียรติยศ ความรัก ความใคร่ ความไม่รู้จักพอ โดยอ้างถึงสังคมรอบข้างโทษว่าเป็นความผิดของคนอื่น แต่ไม่เคยมองตนเองว่าทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นที่ใจเรา นั่นคือ ตอบสนองความอยาก-ความต้องการ ปกป้องตนเองให้พ้นจากความขาดที่เติมไม่เคยเต็ม เป็นนิสัยเคยชินจนกลายเป็นขันธสันดานของตนเอง พยายามหาวิธีทำอย่างไรให้ตนเดินนำหน้าคนอื่นหรืออย่างน้อยยืนเสมอคนอื่น ลืมคิดไปว่า ตนเท่านั้นที่เป็นที่พึ่งแห่งตน ไม่ต้องเทียบกับใคร สุขใจจริงกว่า
ลองมาคิดทบทวนสิ่งนี้ดูสักตัวอย่างเช่น ความต้องการมีทรัพย์และการมีหน้าตาทางสังคม (ขอกล่าวเพียงสั้นๆให้ได้ใจความ) คุณแสวงหาทรัพย์เพื่ออะไรเพื่อข้าวปลาอาหาร ยารักษาโรค ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม..........หลังจากนี้เป็นความต้องการทางใจ ของที่ได้มาต้องดีกว่า เด่นกว่า ลูกหรือคนรักของตนต้องเหนือกว่า บ้านต้องหลังใหญ่กว่า รถยนต์ต้องหรูหราราคาแพงกว่า อาหารต้องวิจิตรปราณีตกว่า และบางคนในสังคมมีมากกว่านั้นเช่น แก้วแหวนเงินทองเครื่องประดับต่างๆ รวมไปถึงความฟุ้งเฟ้อในยุคปัจจุบันอาทิ โทรทัศน์จอยักษ์ โทรศัพท์มือถือสารพัดประโยชน์มั้ง? บัตรดีใจจังเป็นหนี้แล้ว! (บัตรเครดิต) เป็นต้น รวมไปถึงการสนองกิเสสแบบน่าอัศจรรย์ใจในคนบางจำพวก เช่น พวกมีเทพรักษา มีองค์คุ้มครอง ไม่ได้บอกว่าท่านไม่มีจริง และไม่ได้ยืนยันว่าท่านมีจริง เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องความเชื่อและประสพการณ์ตรงของแต่ละคน แต่ที่พบเห็นเสมอคือแต่ละคนมักกล่าวว่าเทพของตนยิ่งใหญ่กว่า แน่กว่า แรงกว่า (เรียกว่าองค์เล็กไม่ได้เดี๋ยวหาว่ากระจอกต้องระดับมหาเทพเท่านั้น เฮ่อ!) ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ผู้คนส่วนมากมักเป็นเช่นนี้ ยกเว้นพระอรหันต์ พระอริยะ หรืออริยะบุคคลเท่านั้นที่รู้ทันกลเกมแห่งกรรมและการหลุดพ้นจากกลไกแห่งกรรม มีอยู่อย่างหนึ่งพอจะยกให้ท่านคิดตามได้ เช่น พระธุดงค์ หรือพระสายธรรมยุต มีกฎว่า เมื่อรับบาตรมาแล้ว ให้ฉันในบาตร และต้องสำรวมกาย วาจา ใจ ไม่ให้มอง ลอบมอง ชำเลืองมองไปที่บาตรและอาหารของพระองค์อื่น เพื่ออะไรขอให้ท่านลองพิจารณาเอง ตัวอย่างง่ายๆ นี้ ถ้าเป็นเราๆ ท่านๆ ลองนำไปใช้บ้างกับการดำเนินชีวิต คิดว่าคงได้ประโยชน์มหาศาล กับโลกนี้ทั้งใบ เพราะทุกคนจะรู้จักคำว่า “พอเพียง อย่างเพียงพอ” ของแท้และของจริง! แต่เราท่านมีนิสัยเคยชินคือ ชอบแอบมอง แอบคิด แอบทำ ชอบเปรียบเทียบนั่นจึงทำให้เกิดเป็น ความอยาก ต้นเหตุแห่งกิเลสทั้งปวง เมื่อแอบบ่อยๆ มันก็เต็ม เหมือนน้ำเต็มแก้วก็ต้องล้นออกมา เป็นการกระทำอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อสนองความต้องการ เมื่อทำบ่อยๆก็เคยชินจนไม่ต้องแอบอีกต่อไป สืบทอดเป็น DNA และวัฒนะธรรมว่า ผู้ใดมีมากกว่า(ในทุกด้านแล้วแต่บุคคล) ผู้นั้น เด่น ดัง น่านับถือ น่าเป็นตัวอย่างแก่คนรุ่นหลัง จนแยกไม่ค่อยออกแล้วว่าควรทำตามเรื่องอะไรบ้าง และอะไรไม่ควรทำตาม เพราะค่านิยมที่ว่า มีมาก เด่นมาก ดังมาก จึงเป็นบุคคคลที่ควรยกไว้แถวหน้า ด้านหน้า หัวหน้า(ใคร่ครวญให้จงหนัก เน้อ!) คุณควรสำรวจตัวเองได้แล้วว่า อะไรควรทำให้ชิน อะไรควรเลิกกับความเคยชินนั้น แล้วลงมือขัดเกลา-เจียรไนเพชรในใจของเราทุกคนให้ส่งประกายสดใสดังดาวประกายพฤกกันตั้งแต่บัดนี้เถิด รักท่าน รักธรรมะ รักความสงบเย็น รักที่จะเป็นมิตรแท้ รักมนุษย์-สัตว์และรักโลกใบน้อยนี้ รักที่จะเป็นผู้รับใช้เบื้องบนพระผู้เป็นเจ้าอันศักดิ์สิทธิ์ โอม มณี เปมา ฮูง โอม มณี เปมา ฮูง โอม มณี เปมา ฮูง / อามี ทอ ฝอ ฮุก และสุดท้ายเราทุกคนควรรักตัวเองอย่างถูกต้องถูกควร พร้อมทั้งมอบความรักให้กับเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายและถนอมโลกใบนี้ไว้ให้ดีที่สุด ลองหันไปทบทวนดูว่าเรารักตัวเองจริงหรือเปล่า เช่น รักตัวเองแต่เล่นการพนัน รักตัวเองแต่ยังสูบบุหรี่เล่นยา กินเหล้า เที่ยวกลางคืน รักตัวเองแต่นิยมการสร้างศัตรูชอบว่ากล่าว ปองร้าย และมุ่งร้ายผู้อื่น รักตัวเองแต่ยังทำร้ายคนที่เรารัก สามี ภรรยา บุตรของตน และรักตัวเองแต่ยังแต่ละโมบโลภมากโกงกินแผ่นดิน ยุแหย่ให้เกิดความแตกแยกในครอบครัวและหรือประเทศชาติ ถ้ารักตัวเองจริง ต้องโอบอ้อมอารี ผูกมิตร เมตตา กรุณา ปราณี ปราถนาดีพร้อมเสียสละและให้การช่วยเหลือผู้อื่น ทั้งคนและสัตว์ ซื่อสัตย์จงรักภัคดีต่อประเทศชาติ ซื่อสัตย์ต่อตนเอง และซื่อสัตย์กับคนที่ตนรักนี่เขาเรียกว่ารักแท้ รักนิรันดร รักบริสุทธิ์ รักแบบผู้ให้อย่างแท้จริง ไม่แม้แต่จะคิดกระทำการใดๆที่จะทำให้ตนเองหรือคนรักของตนและบุคคลอื่นใดก็ตามต้องตกระกำลำบาก ไม่ว่าจะเป็นทางกาย หรือทางใจก็ตาม ศรัทธาการทำความดีศรัทธาที่จะละเว้นความชั่วทั้งปวง (ไม่ก่อกรรมทำเวรกับใคร หากกระทำเช่นนี้ แม้กรรมเก่ามีก็ได้รับการอโหสิเพราะเจ้ากรรมนายเวรอนุโมทนาบุญกับท่าน รับรองชีวิตของท่านจะเจริญรุ่งเรืองและร่มเย็นแบบทันตาเห็น)

โอม มณี เปมา ฮูง โอม มณี เปมา ฮูง โอม มณี เปมา ฮูง / นำโม อามี ทอ ฝอ ฮุก

เกษแก้ว ศรัทธาโพธิธรรม