แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมะ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธรรมะ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ ๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๒

ชีวิตนี้มีความจริง

ความจริง เป็นเรื่องที่ทุกคนชอบและต้องการ มนุษย์ทุกคนไม่ว่าหญิงหรือชายล้วนเกลียดความเท็จ เกลียดความจอมปลอม เกลียดความหรอกลวงและรังเกียจการโกหกเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะถ้ารู้ว่าตนเองถูกหรอกด้วยแล้วยิ่งโกรธเคืองเป็นที่สุด ดังนั้นเราจึงเห็นว่าศีลข้อที่ 4 คือ มุสาวาทเป็นศีลข้อสำคัญยิ่งข้อหนึ่งในจำนวนศีลทั้ง 5 ข้อ

องค์สมเด็จพระบรมศาสดาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา เป็นบุคคลที่กล่าวแต่ความจริงทั้งสิ้น พระองค์ไม่เคยกล่าวคำเท็จแม้แต่เพียงคำเดียว พระวาจาของพระองค์บริสุทธิ์ที่สุดจริงที่สุด พระพุทธเจ้าค้นคว้าค้นหาและค้นพบ เรื่องราวของความจริงทั้งหลายทั้งมวลในโลกและนอกโลกเป็นความจริงที่สัมผัสได้ พิสูจน์ได้ ความจริงที่เป็นอมตะ ไม่จำกัดกาลเวลา ไม่จำกัดเพศและวัย เป็นเรื่องราวความจริงของชีวิตซึ่งเป็นศาตร์วิชาที่สูงสุดของโลกไม่มีวิชาใดที่จะสูงไปกว่านี้อีกแล้ว นั่นคือ พุทธศาตร์

ท่านและเราเคยคิดกันบ้างหรือไม่ว่าเหตุใดพระพุทธเจ้าจึงทราบทุกอย่างในโลกและนอกโลก ในกายและนอกกายได้อย่างละเอียดละออที่สุดปานนั้น เคยมีคนมากมายกล่าวว่าท่านเป็นคนที่มาจากนอกโลก หรือบางคนบอกว่าท่านเป็นเทวดาผู้มีฤทธิ์มากเกินกว่าที่มนุษย์และเทวดาทั้งหลายจะเทียบได้ นั่นก็เป็นเรื่องของความคิดของแต่ละคน เรายกประเด็นนี้ออกเสีย แล้วมาคุยเรื่องความจริงดีกว่า ที่แท้ความจริงปรากฏอยู่ตลอดเวลาทุกๆ ลมหายใจเข้า-ออก แต่เราไม่ละเอียดพอ ไม่ช่างสังเกต ไม่รู้ ไม่เห็นและไม่พยายามยอมรับความจริงตะหากนี่คือ ประเด็นสำคัญ เรายังแข็งกระด้างอยู่ เรายังปิดบังอำพรางตัวตนอยู่ เรายังใช้อารมณ์เป็นใหญ่อยู่นี่คือ ม่านดำบังตา – บังใจและบังปัญญา ย้อนกลับไปสมัยพุทธกาล สมเด็จพระราชบิดาของพระพุทธเจ้าก็ปิดบังความจริงกับพระราชโอรสคือ เจ้าชายสิทธิธัตถะ ว่าโลกนี้มีแต่ความน่ารื่นรมย์ ความสุขสนุกสำราญใจ ไร้ทุกข์ทั้งปวง (เกิด แก่ เจ็บ ตาย) มอบแต่ความสุขให้กับพระราชโอรส ทั้งรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางโลกีย์ทรงมอบให้อย่างมากมาย มอบความมีตัวตนให้กับพระราชโอรสอย่างเต็มที่ ปิดบังโลกภายนอกไว้ ไม่ให้เห็นความจริงทั้งมวลที่อยู่ภายนอกพระราชวัง นี่เรียกว่า พระราชบิดากำลังปิดบังความจริงของโลก หรือ จะเรียกว่ากำลังโกหกลูกก็ได้

แต่แล้วกรรมลิขิตให้เจ้าชายสิทธิธัตถะได้รับรู้ความจริงว่า ในโลกนี้ใช่มีแต่สุขเพียงอย่างเดียว แต่โลกนี้ยังมีความทุกข์ร่วมอยู่ด้วย โลกนี้ใช่มีแต่พระราชวังอันยิ่งใหญ่แต่ยังมีขอทานนอนข้างถนนไร้ที่อยู่อาศัยอดอยากยากแค้นแสนสาหัสอยู่ข้างพระราชวังอีกจำนวนมาก โลกนี้ใช่มีแต่เสียงประโคมดนตรีอันเสนาะไพเราะยิ่งเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีเสียงคร่ำครวญโหยหวนอย่างเจ็บปวดทุกข์ทรมานของผู้ตกทุกข์ได้ยากทั้งทางกายและทางใจจำนวนมหาศาล และโลกนี้ใช่มีแต่การเกิดมันยังมีความตายที่ชิดแนบสนิทกับตัวบุคคลทุกคนอีกด้วย (เหมือนดังกายเนื้อกับเงาที่ติดตามกันอย่างแยกกันไม่ได้ เงาเป็นเครื่องเตือนให้เรารู้ว่า กรรมคอยติดตามเราไปทุกหนแห่งที่เราเกิด และเงายังเป็นเครื่องเตือนใจให้คิดถึงความตายได้อีกด้วย ว่าเมื่อใดกายหยุดเคลื่อนไหวอย่างสนิทเงานั้นก็หายไป นั่นคือ ท่านได้ตายแล้ว แต่สิ่งที่เหลืออยู่คือ กรรม ที่ยังไม่ตาย กรรมจะตายก้อต่อเมื่อเราดับสนิทแล้ว เท่านั้น)

เมื่อวันหนึ่งมาถึง พระองค์เห็นความจริงของชีวิตที่พระองค์ไม่เคยรู้มาก่อนทั้งหมดดังที่กล่าวมาข้างต้น จึงเกิดเป็นจุดเริ่มต้นของความจริงทั้งหมดในโลก ถ้าพิจารณาทบทวนให้ดีพระพุทธสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานั้น เป็นบุคคลเดียวและบุคคลแรกของโลกที่ประกาศความจริงของชีวิตของสรรพสัตว์ทั้งหลายให้ปรากฏขึ้นอย่างองอาจที่สุด ไม่มีพระเจ้าองค์ใดในศาสนาใดที่กล้ากล่าวความจริงนั้นๆ โดยมากมักสอนให้ตั้งความหวังและฝากความหวังไว้กับการบูชา หรือบูชายันต์หรือการฝากชีวิตไว้ในกำมือของพระผู้เป็นเจ้า ผู้ที่สามารถประทานทุกอย่างให้กับผู้ที่สังเวยหรือถวายเครื่องบรรณาการให้กับพระผู้เป็นเจ้า หรือ บริวาลของพระผู้เป็นเจ้าอย่างเต็มที่บางลัทธิถึงกับต้องสังเวยชีวิตคน หรือสัตว์ หรือสังเวยความสาวให้กับสาวกของพระเจ้าในลัทธินั้นๆ นั่นถือว่าคนโง่ย่อมตกเป็นเหยื่อของคนโฉดผู้ขาดซึ่งศีลธรรมโดยสิ้นเชิง เราจะไม่พูดกันถึงเรื่องนี้ขอเพียงเราใช้วิจารณญาณให้ดีก็สามารถเข้าใจได้อย่างถูกต้องโดยไม่ยาก

มีเพียงศาสนาพุทธเท่านั้นที่กล่าวว่า ทุกอย่างเกิดขึ้นจากกรรมและกรรมที่เกิดขึ้นล้วนแต่เป็นการกระทำของตนเองทั้งสิ้น ผู้ใดกระทำกรรมอันใดไว้ย่อมได้รับผลของกรรมนั้นอย่างยุติธรรมที่สุด เมื่อเรากล่าวถึงกรรม พระพุทธเจ้าท่านก็อยู่ภายใต้กฏแห่งกรรมเช่นกัน พระองค์เป็นผู้มีความละเอียด เป็นผู้มีความอ่อนน้อม เป็นผู้มีจิตใจงดงามเปี่ยมด้วยเมตตาธรรมสูงสุดและเป็นผู้ประพฤติธรรมอันบริสุทธิ์มาโดยตลอดทุกภพชาติ ตามพระพุทธประวัติเราจะเห็นว่าไม่ว่าพระองค์ท่านจะไปเกิดในภพใดชาติใด เกิดเป็นอะไรก็ตามท่านจะไม่ประมาทในกรรม พระองค์เป็นผู้มีสัจจะประพฤติปฏิบัติแต่กรรมดีให้ดียิ่งๆขึ้น พร้อมงดเว้นจากกรรมชั่วทั้งมวลจนจิตบริสุทธ์ถึงขั้นปรมัตถ์ แล้วในชาติสุดท้ายได้สำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของโลก นี่คือ สิ่งที่พิสูจน์ได้ว่า กรรมมีจริง สิ่งที่พระพุทธเจ้าประกาศคือ เรื่องของกรรมทั้งสิ้น พระองค์สอนให้บุตรของพระองค์ ไม่ประมาทในกรรม ให้กำหนดรู้ตัวทั่วพร้อมอยู่เสมอทุกลมหายใจเข้าออกเพื่อ อะไร เพื่อเป็นผู้มีความประพฤติปฏิบัติอันบริสุทธิ์ ถ้ากระทำกรรมใดก็ตามก็ต้องเป็นกรรมขาว กรรมดี หากแม้ยังไม่หมดภพชาติและต้องกลับมาเกิดอีกจะได้ไม่ตกต่ำกว่าชาติที่ผ่านมา นี่คือความฉลาดของผู้ที่ศึกษาและปฏิบัติในพุทธศาสตร์ศาสนา เป็นความฉลาดที่บริสุทธิ์ รวมเรียกว่า ปัญญา เท่านี้แหละที่เป็นเบื้องต้นว่าทำไมเราจึงต้องศึกษาและปฏิบัติธรรม ถ้าไม่อยากตกต่ำ และปราถนาพ้นทุกข์กันจริงๆ ก็ต้องเชื่อว่า ทุกอย่างในโลกนี้เกิดขึ้นเพราะกรรมกำหนด และนั่นคือ เรามีความกตัญญูกตเวทิตา มีความศรัทธารักและเคารพต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราอย่างสูงสุด พระองค์คือ พระบิดาทางจิตวิญญาณของเรา พระองค์เรียกผู้ปฏิบัติประพฤติธรรมของพระองค์ว่า “บุตรแห่งเรา”

แต่ศาสนาพุทธไม่ได้กล่าวว่า ฝากชีวิตไว้กับพระเจ้า กลับกล่าวว่า

ผู้ใดประพฤติธรรม “ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราตถาคต”

ดังนั้นตนจึงเป็นที่พึ่งแห่งตนเท่านั้น และนี่คือ ชีวิตนี้มีความจริง

ทุกคนชอบความจริงแต่ทุกคนกลัวความจริง ความจริงที่พระพุทธสัมมาสัมพุทธเจ้ากล่าวไว้คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เมื่อพบต้องพรากจาก ไม่อยากได้สิ่งที่ไม่ชอบ -ไม่อยากเสียของรักไป มีสุขต่อไปก้อต้องทุกข์ ต้องพบกับความบีบคั้นต่างๆนานาตลอดเวลา เป็นเช่นนี้ตลอด หลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะมันเป็นสัจจะ เป็นความจริง เป็นธรรมะ เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้แล้วประกาศความจริงนี้ทั้งสิ้น ถ้าใจรู้ ใจกำหนดสติตามทัน จิตรู้ จิตกำหนด ที่สุดจิตเห็นธรรม (ความจริงของสิ่งทั้งปวงเรียกว่า โลก) ชีวิต จิตและธรรมในโลกของตัวเรา ก็สงบ สุข สว่าง สะอาด และที่สุดดับเย็นเป็นสูงสุด

แก้วเกษม ศรัทธาโพธิธรรม

วันพฤหัสบดีที่ ๑๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๒

รู้อะไรก้อไม่เท่ารู้ตัว ลืมอะไรก้อไม่เท่าลืมตัว (ภาค 1)

ประโยคที่กล่าวนี้ “รู้อะไรก้อไม่เท่ารู้ตัว ลืมอะไรก้อไม่เท่าลืมตัว”นี้ นี่เป็นคำใหญ่เป็นหัวใจของชีวิต และเป็นสิ่งจำเป็นที่โลกนี้ต้องมี มันเป็นหลักเป็นแกนกลางเป็นหัวใจของโลกของจักรวาล เพียงประโยคสั้นๆเท่านี้ แต่มีพละกำลังมหาศาลยิ่งกว่าปรมณูเสียอีก เพราะสามารถเป็นผู้สร้างและเป็นผู้ทำลายที่มีอานุภาพมากถึงมากที่สุด และไอ้ประโยคสั้นๆแค่นี้แหละถ้าผู้ใดเข้าใจและมีปัญญา มีสติระลึกรู้ถึงคุณค่าของคำ มีวิธีทำประโยชน์และนำประโยชน์จากประโยคนี้มาดำเนินชีวิตที่มีอยู่น้อยในชาตินี้ ให้มีประโยชน์และมีค่าที่สุดได้ก็จะมีชีวิตที่คุ้มค่าที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์


“รู้อะไรก้อไม่เท่ารู้ตัว ลืมอะไรก้อไม่เท่าลืมตัว” เป็นคติธรรมที่ต้องพกติดตัวติดใจติดจิตไว้ตลอดเวลา และต้องหมั่นฝึกฝนให้เคยชินจนเป็นนิสัยเป็นสันดานกันไปเลย เพราะเมื่อไรที่เราลืมตัวเมื่อนั้นความลำบาก ความทุกข์ยาก ความฉิบหายก้อจะมาเยือนมาเป็นเพื่อนทุกข์เพื่อนยากกับเราทันที แน่นอนลืมตัวเมื่อไรได้เพื่อนทุกข์เพื่อนยากแน่ๆ ไม่มีวันได้เพื่อนสุขเพื่อนเกษมไปได้หรอก แต่ถ้ารู้ตัว รู้ตัว ไม่ลืมตัว เมื่อนั้นสิ่งดีๆ เพื่อนดีๆ เพื่อนแท้ เพื่อนสุขเกษมก็จะมาเป็นมิตรชิดใกล้กับเราเช่นกัน


“รู้อะไรก้อไม่เท่ารู้ตัว ลืมอะไรก้อไม่เท่าลืมตัว” เป็นคำเตือนที่ต้องสนใจ เป็นสัจจะไม่โป้ปด เป็นหัวใจของโลก ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนต้องดับไป เกิดขึ้นเท่าไรดับหมดเท่านั้นไม่มากไม่น้อยไปกว่ากันมันเท่ากันพอดี แต่ช่วงเวลาของการดำรงอยู่กว่าจะดับใช้เวลาไม่เท่ากันนะ และไอ้ความไม่เท่ากันของการดำรงอยู่นี้แหละคือแง่คิดที่ดี ว่าช่วงเวลาสั้นหรือยาวนี้ใครจะรู้ตัวก่อนกัน ใครจะลืมตัวกว่ากัน ยิ่งลืมตัวนานเท่าไรภพชาติก็ยิ่งยาวนาน ส่วนใครรู้ตัวก่อนการตัดภพตัดชาติก็ยิ่งสั้นเข้าๆ ความดับเย็น ความสิ้นภพสิ้นชาติก็ใกล้ความเป็นจริงเข้ามาทุกทีจนในที่สุดเป็นจริงได้ นั่นคือ หยุดเกิด ดังนั้น หัวใจสำคัญคือ ต้องรู้ตัว ต้องรู้ตัว อย่าลืมตัวเป็นอันขาด ชีวิตของเราทุกวันนี้ ที่ต้องพบกับความวุ่นวาย พบกับความร้อนใจร้อนกาย พบกับความยุ่งยากนานาประการก็เพราะลืมตัวนั่นเอง นี่เป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์ทุกๆประเภท เพราะเราลืมตัว ลืมตาย ลืมวัฎจักร ลืมศีลธรรม ลืมเมตตาธรรม ลืมทุกสิ่งทุกอย่าง สรุปลืมตัวที่เป็นของตัวเองและของผู้อื่น เอาแต่ใจตัวเองเป็นใหญ่เป็นสำคัญลืมหัวใจของความเป็นธรรม นี่แหละคือ จุดแห่งความเสื่อมที่แท้จริง


องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้สอนอะไร ลองคิดดูให้ดีๆ พระองค์ท่านทรงสอนเรื่อง “รู้ตัว” ไม่มีสักครั้งเดียวที่ท่านจะไม่กล่าวถึงความรู้ตัว แม้กระทั่งวาจาในครั้งสุดท้ายท่านก็กล่าวถึงความรู้ตัวอยู่นั่นเอง “จงวางตนไว้อยู่ในความไม่ประมาท” แปลว่ารู้ตัว ขณะที่สอนการปฏิบัติธรรมพระองค์ท่านก็สอนให้ รู้ตัวทั่วพร้อมอีก ให้มีความรู้ตื่นตลอดเวลา นั่นคือสติปัฏฐาน 4 (ทางสายเอกสู่ความหลุดพ้นมุ่งสู่พระนิพพาน) ลึกลงไป ต้องรู้ถึงว่า เราเป็นใคร มาจากไหน ทำอะไรอยู่ เกิดมาทำไม และที่สุดจะไปไหน ระลึกให้ได้ ระลึกอยู่ตลอดเวลา เรียกว่าไม่ว่างจากสติ เมื่อมีสติก็มีตัวรู้ ไม่หลง ไม่ลืม ฟังดูง่ายแต่จริงๆแล้วยากเหลือเกินจริงไม๊ลองคิดดู แต่ถึงยากก็ต้องฝึก ต้องทน ต้องทำ ทำตัวให้รู้ตัว รู้ที่มา รู้ที่อยู่ รู้ที่ไปให้จงได้


ถ้ารู้ตัวไม่ทันมัวแต่ระเริงไฟอยู่ (ไฟตัณหา ไฟราคะ ไฟอุปทาน) ก็ไม่ต่างกับแมลงเม่าบินเข้ากองไฟเท่านั้นสุดท้ายตายเปล่า เกิดมากี่ชาติก็ตายเปล่าไร้สาระทุกชาติไป น่าเสียดายเสียชาติที่ได้เกิดเป็นคน การได้เกิดเป็นคนนั้นก็ยากแสนยากเสียด้วยไม่ได้ว่าจะได้เกิดมาเป็นคนกันทุกๆชาติหรอกนะ เอาไว้ตอนหน้าเราจะมาพบกันอีก ว่ารู้ตัวรู้อย่างไร รู้ตัวเพื่ออะไร และรู้จักตัวเมื่อไรรู้ธรรมะของพระพุทธเจ้าเมื่อนั้น ตอนนี้เราทั้งหลายยังห่างไกลพระองค์เหลือเกิน มาเถิดมาเข้าเฝ้าพระพุทธสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราด้วยกัน


รู้ตัว รู้ตน รู้กรรม รู้ธรรม รู้เวลา รู้ชะตา รู้ที่มา รู้ที่อยู่ รู้ที่ไป อย่างไรซะก็ดับเย็นได้เป็นที่สุด เมื่อสติมาปัญญาเกิด เมื่อรู้ตัวไม่ลืมตัวเมื่อนั้นหยุดเกิด ดับเย็นเป็นที่หวังได้.


เกษแก้ว ศรัทธาโพธิธรรม.

วันพุธที่ ๒๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๒

ความริษยา

วันนี้เราจะมาพูดกันในเรื่องของอารมณ์ริษยา ซึ่งเป็นอารมณ์ในเชิงอกุศลอีกประเภทหนึ่งที่ไม่แพ้อารมณ์ร้อนร้ายแรงอย่างอื่นๆเช่น อารมณ์อาฆาต อารมณ์พยาบาท อารมณ์โกรธ อารมณ์คับแค้นขุ่นเคืองต่างๆรวมทั้งอารมณ์น้อยอกน้อยใจทั้งหลาย อารมณ์เช่นนี้เกิดที่ใดเดือดร้อนที่นั่น อาการทางกายก็หาความสงบไม่ได้ จะนั่ง ยืน เดิน นอนก้อหาความสุขสบายใจไม่ได้เลย เพราะความร้อนที่เข้ามาเผาผลาญจิตใจผู้ที่เป็นเจ้าของอารมณ์นั้น ไฟแห่งความริษยาจะเผาไหม้ใจตนเองแต่ผู้เดียว คนอื่นเขาสบายดีไม่เดือดร้อน ถ้าเป็นเช่นนั้น ถือว่า ท่านล้มละลายในชีวิตทีเดียวล่ะ

เมื่อเรากล่าวถึงคำว่า “อารมณ์” มันก็หมายถึงอารมณ์ดี(สุข) อารมณ์ร้าย(ทุกข์) และทั้งไม่ดีไม่ร้าย(เฉยๆ) ถ้าเป็นอารมณ์ดีทุกอย่างก็ดูชื่นบานสดใส ร่มเย็น แต่เมื่อไรที่เป็นอารมณ์ร้าย ดูเหมือนทุกอย่างจะพังพินาจไปหมดสิ้น ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ดีหรืออารมณ์ร้ายก็ตามทุกอย่างถูกปรุงแต่งขึ้นจากจิต ปรุงแต่งขึ้นจนเป็นสังขารเกิดมีตัวตน มีตัวกูขึ้นมาทันที ผูกแน่นยึดมั่นอยู่กับตัวกูอย่างมั่นคงแน่นหนาจนที่สุดปัญญาค่อยๆมืดบอด ถึงที่สุดไม่มีปัญญา หมดปัญญา ไม่เอาแล้วแสงธรรม คุณธรรม จริยธรรม ธรรมะใดๆก็ไม่เอาจะเอาแต่ตัวกูเท่านั้น หันมาพูดกันต่อเรื่องของ อารมณ์ริษยา หรือ ความริษยา อะไรคือริษยา เชื่อว่าทุกคนเคยมีอารมณ์นี้ อย่างน้อยก็ครั้งหนึ่งในชีวิต อารมณ์ริษยามักเกิดขึ้นในขณะที่ตนเองเผลอใจ เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ วัตถุปัจจัยสิ่งของ รูปร่างหน้าตา ความสุขความสบาย ยศฐาบรรดาศักดิ์ ความร่ำรวยเงินทองและต่างๆอีกมากมาย ไม่ยินดีในสิ่งที่ตนมี ไม่มั่นคงในตนเอง ไม่นับถือตนเอง ไม่รู้จักพอ อยากได้ อยากมี อยากเป็น นี่แหละคือเหตุของการเกิดอารมณ์ริษยา ความริษยาเป็นของร้อน เป็นยาพิษ เป็นความฉิบหาย บางครั้งอยากเติมคำว่า ฉิบหายขายตัวไปเลยด้วยซ้ำไป

ความริษยา กับความอิจฉาเป็นสิ่งเดียวกัน จึงมักเรียกให้คล้องจองกันว่า “อิจฉาริษยา” เมื่อไรที่เรารู้จักพอใจในตนเอง พอใจกับสิ่งที่ตัวเองมี เคารพนับถือตนเอง เมื่อนั้นก็ไม่เกิดการเปรียบเทียบ อันนำไปสู่ความน้อยเนื้อต่ำใจเกิดอารมณ์หรืออาการแห่งความอิจฉาริษยาขึ้น ดูอย่างละครหลายๆเรื่องที่เขาต้องมี พระเอก นางเอก ผู้ร้ายและนางร้าย โดยเฉพาะนางร้ายก็จะได้อีกฉายาหนึ่งเป็นนางอิจฉาหรือนางริษยา (แต่ก็แปลกทำไมไม่เรียกตัวผู้ร้ายว่า นายอิจฉา หรือ นายริษยาบ้าง)

เหตุใดเราจึงมีความริษยาเคยลองคิดทบทวนบ้างหรือไม่ ส่วนมากมักลืมตัวกันทั้งนั้นปล่อยให้จิตใจเป็นไปตามอารมณ์ ความริษยาก็เป็นอารมณ์อย่างหนึ่งที่เข้ามาครอบงำจิตใจของเรา จุดเริ่มต้นน่าจะมาจากเราไม่สำรวมกายและไม่สำรวมใจ ขาดสติไม่รู้ตัว เพราะไม่กำหนดจิต ไม่กำหนดทวารทั้ง 5 ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ ทำไมเราจึงต้องมีสติและต้องคอยกำหนดจิต เพราะเหตุว่าจิตของเราอยู่ใต้บังคับ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ถ้ารู้ไม่ทัน จิตก็หลง ดึงจิตไม่ทันจิตจะฟุ้ง คิดดูเผินๆเหมือนว่าจะทำได้ง่ายแต่แท้ทิ่จริงยาก เรื่องการกำหนดทวารทั้ง 5 นั้นต้องมีการฝึกฝนอบรมบ่มนิสัยอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นนิสัย เป็นคนคิดก่อนทำไม่เผลอสติ ตรึกตรองยั้งคิดก่อนว่าสิ่งใดเป็นประโยชน์ไม่ขัดต่อศีลธรรมและกฏหมาย กำหนดจิตรู้ทันอารมณ์ ความจริงอยากจะเชิญชวนให้ผู้ที่เข้ามาอ่านบทความของเราได้ฝึกจิต ฝึกปฏิบัติ ฝึกรักษาศีล ฝึกการเป็นผู้ให้ และฝึกอะไรๆที่เป็นบุญ อย่างน้อยเย็นเป็นบุญเกิด เย็นไม่เป็นบาปเกิด และทำอย่างไรจึงเย็นเป็นบุญเกิด นั่นก็คือการละ ลด เลิกทิฐิ แล้วหันมาศึกษาวิถีแห่งพุทธศาสตร์ เดินตามเส้นทางแห่งการดับทุกข์ การพ้นทุกข์ เข้าสู่หนทางแห่งความดับเย็นคือ อริยมรรค มรรคมีองค์ 8 ประการ เหมือนยากแต่จริงๆแล้วถ้าเราพร้อมและมีอ่อนน้อมเริ่มให้ความสำคัญกับการก้าวเดินสู่จุดหมายคือ บรมสุข(ยังไม่ต้องพูดถึงนิพพานในเวลานี้นะเอาแค่สุขปัจจุบันให้สุขจริงทำได้ในชาตินี้ก่อน)
การกำหนดทวารทั้ง 5 ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย
1. ตาเห็นรูป สักว่านั่นคือรูป เอาสติไว้ที่ตา ไม่ผูกจิตมากไปกว่าที่เห็น ไม่หลงรูปมาเป็นการปรุงแต่งอารมณ์
2. หูได้ยิน สักว่านั่นคือเสียง เอาสติไว้ที่หู ไม่ผูกจิตมากไปกว่าที่ได้ยิน ไม่หลงในเสียงมาเป็นการปรุงแต่งอารมณ์
3. จมูกได้กลิ่น สักว่านั่นคือกลิ่น เอาสติไว้ที่จมูกไม่ผูกจิตมากไปกว่าที่ได้กลิ่น ไม่หลงในกลิ่นมาเป็นการปรุงแต่งอารมณ์
4. ลิ้นได้รส สักว่านั่นคือรส เอาสติไว้ที่ลิ้น ไม่ผูกจิตมากไปกว่าที่ได้ลิ้มรส ไม่หลงในรสมาเป็นการปรุงแต่งอารมณ์
5. กายได้สัมผัส สักว่านั่นคือการสัมผัสถูกกาย ว่าเย็น ร้อน อ่อน แข็ง เป็นเรื่องของธรรมชาติ ตั้งสติไว้ที่กาย ไม่หลงในการสัมผัสมาเป็นการปรุงแต่งอารมณ์

ทำไมต้องกำหนดจิตดังนี้และต้องตั้งสติให้เท่าทันสิ่งที่สัมผัส เหตุเพราะเราและจิตของเราอยู่ภายใต้ อารมณ์แห่ง ความรัก โลภ โกรธ หลง ทั้งสิ้น ถ้าพิจารณาแล้วสิ่งต่างๆ เกิดจากการไม่รู้จริง นั่นคือโมหะ(ความไม่รู้ ความหลง)ต่อมาเป็นความถูกใจรักใคร่ยินดี คือ โลภะ(ความโลภ อยากได้ อยากมี อยากเป็น) และสุดท้ายปรุงแต่ง เป็นโทสะ(ความโกรธ ความพยาบาท ความมุ่งร้าย) เมื่อไม่ได้มาหรือได้มาแล้วต้องเสียไปให้ขัดเคืองในอารมณ์เกิดเป็นความร้อน ความร้ายตามมา

และนี่คือยาแก้ริษยาเลิกเปรียบเทียบ เลิกน้อยอกน้อยใจ เลิกทะเยอทะยานแบบผิดๆ และที่สุดให้มีเมตตาต่อตนเองและผู้อื่น สรรพสัตว์ทั้งหลายย่อมมีวาสนา มีบุญกุศลติดตามมาตนมาแต่ชาติปางก่อนกันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ก็ตาม แข่งเรือแข่งพายแข่งได้แต่แข่งบุญแข่งวาสนานั้นแข่งยาก ณ วันนี้ชาตินี้ต่างหากที่สำคัญว่าเราสร้างบุญบารมีวาสนาของตนหรือยัง บุญซื้อไม่ได้ขายไม่ได้ ใช่สักแต่ว่ามีเงินทองมีอำนาจลาภยศก้อจะสำเร็จ หรือทำบุญให้เหนือกว่าคนอื่นมากกว่าคนอื่นแล้วจะสำเร็จเป็นมรรคเป็นผล แต่จะทำอย่างไรให้บุญที่สร้างขาวสะอาดที่สุดบริสุทธิ์ปราศจากราคิน เป็นบุญใสดังแก้วกัลปพฤกษ์นั่นคือ บุญสำเร็จได้ด้วยปัญญา เจตตาอันศรัทธาในพระรัตนตรัยแท้ การไม่ทำบาปทั้งปวง การทำกุศลให้ยิ่ง และการทำจิตใจให้ขาวรอบนั่นคือ หัวใจของบุญ

ความเมตตาต่อตนเองและเมตตาต่อผู้อื่นเสมอด้วยตนเอง คือ มหาบุญ มหากุศล ที่ไม่มีขายที่ไหนนอกจากจิตใจของตนเอง เมตตาธรรมค้ำจุนโลก คือ สัจจะวาจาที่ไม่เคยล้าสมัย


ขอบารมีธรรมจงรักษาคนรักษาธรรม
เกษแก้ว ศรัทธาโพธิธรรม

วันอังคารที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๒

เมตตาธรรมจากพลโลก

เมตตาธรรมจากพลโลก

เพียงกล่าวคำว่า “เมตตา” ทุกคนส่วนมากก็รู้สึกได้ถึงความเย็นและความสุข คำว่า เมตตา ทำให้จิตใจคลายจากความเร่าร้อนได้ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าแปลกใจน่าแปลกประหลาดสิ่งที่ควรสังเกตุน่าพิจารณาคำเดียวคำนี้ คือคำว่าเมตตาทำไมถึงมีอิทธิพลต่อจิตใจได้ของคนและสัตว์ทั้งหลายได้อย่างมากมายเพียงนี้ แน่นอนไม่มีใครชื่นชอบหรือยินดีกับความร้อนของความอาฆาตพยาบาทความริษยาต่างๆพอกล่าวคำว่า อาฆาตพยาบาทเหล่านี้ก็ร้อนอกร้อนใจได้ทันทีเช่นกันทั้งๆที่มีเหตุหรือไม่มีเหตุแค่ได้ยินก็ร้อนแล้ว

ความเมตตากรุณา เป็นความสุขอย่างยิ่ง มันเป็นสุขอย่างยิ่งได้อย่างไร นั่นคือสิ่งที่เราจะมาพูดกันในวันนี้ ใครบ้างไม่อยากให้คนอื่นมารักมาเมตตาตนเอง ทุกคนล้วนอยากได้รับความเมตตาจากผู้อื่น และจะมาสักกี่คนที่อยากจะมอบความเมตตาอย่างไม่มีสิ้นสุดให้กับคนอื่นๆเช่นกัน โดยมากแล้วปุถุชนนิยมการเป็นผู้รับมากกว่าการเป็นผู้ให้ แต่ถ้าหากต้องให้แล้วล่ะก้อมักจะมีเลศอยู่ภายในว่า จะได้รับอะไรเป็นสิ่งตอบแทน จะมากจะน้อยก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ตนหยิบยื่นออกไป เมื่อไม่ได้สิ่งตอบแทนความเมตตานั้นก็ดูน่าเสียดาย น่าเสียหายไปเสียนั่น ช่างน่าขำเมื่อเมตตาแล้วทำไมต้องมีการหวังสิ่งตอบแทนด้วยเล่า ถ้าหวังผลก็ไม่เรียกว่า เมตตา กรุณาน่ะสิ

“เมตตาธรรมค้ำจุนโลก” ลองมาพินิจพิจารณาคำว่า เมตตาธรรมค้ำจุนโลก กันดูบ้าง ความเมตตาจะค้ำจุนโลกได้อย่างไร ลองนึกถึงภาพของคำว่าค้ำจุน ค้ำจุน คงเป็นภาพของคนยืนอยู่ แล้วยื่นแขนออกไปเหนือศรีษะเพื่อยกหรือแบกโลกไว้ แต่โลกมันใบใหญ่มากก็คงต้องใช้คนหลายๆคนหรือคนทั้งโลกให้มาช่วยกันยื่นแขนออกไปยกหรือแบกหรือค้ำโลกไว้ แต่ถ้าทำเช่นนั้นนานๆคงไม่ไหว เพราะอาการของทุกขเวทนาจะเกิดขึ้น เช่น ความปวดเมื่อย ความเบื่อหน่ายและอ่อนล้า เกิดการบ่ายเบี่ยง ที่สุดคือหมดแรง แล้วต่างคนคงเอามือลงปล่อยให้โลกเป็นไปตามยถากรรมต่อไป ก็ทำไมเป็นเช่นนั้น นั่นเพราะคนยังไม่เห็นประโยชน์ของการมีเมตตากรุณา และการช่วยเหลือกันในระหว่างพลโลก การเสียสละส่วนตัวเล็กๆน้อยๆเพื่อยังประโยชน์ให้กับผู้อื่น เพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง เพราะยังหาคำตอบไม่ได้ว่าทำแล้วได้อะไร นี่คือสิ่งที่น่ากลัว มันน่ากลัวและน่ารังเกียจอีกด้วย เมื่อท่านกล่าวว่า ทำแล้วได้อะไร จะมีใครเห็นหรือไม่ นั่นหมายถึงถ้าไม่มีใครเห็นไม่ได้รับผลประโยชน์ก็ไม่ต้องเสียสละไม่ต้องเมตตาเช่นนั้นหรือ

เมตตาธรรมจากพลโลก พลโลกหมายถึงอะไร เกี่ยวข้องอะไรกับเราด้วย ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า พลโลก ดังนั้นนั่นหมายถึง ทุกคน ทุกบ้าน ทุกตำบล-อำเภอ และทุกประเทศชาติ ทุกชนเผ่า ทุกสีผิว ทุกชั้นวรรณะ ไม่มีแบ่งแยกนั่นคือพลโลก เราทุกคนอยู่ในบ้านหลังเดียวกันนี่เป็นบ้านหลังใหญ่ มีฟ้าเป็นพ่อ มีแผ่นดินเป็นแม่ และมีทรัพย์พยากรณ์ธรรมชาติเป็นญาติพี่น้องของเรา แต่พวกเรากลับไม่รักพ่อไม่รักแม่ไม่รักพี่น้องของตัวเอง มีจิตคิดเข่นฆ่าญาติร่วมสายโลหิตกันเองตลอดเวลา ทำไมจึงกล่าวเช่นนั้น ลองมาพิจารณาดู เริ่มต้นจากการเกิดเมื่อเราจุติลงสู่ครรภ์มารดา ท่านก็เริ่มรับประทานอาหาร น้ำ หายใจเอาอากาศเข้าสู่ร่างกาย โดยผ่านจากร่างกายของมารดา ซึ่งมีบิดาเป็นผู้บำรุงเลี้ยงอีกทอดหนึ่ง สิ่งใดบ้างที่เรารับประทานลงไปหรือสูดอากาศหายใจเข้าไป เชื่อมโยงจากธรรมชาติและพลโลกทั้งสิ้น ท่านลองขึ้นไปบนเครื่องบินแล้วมองลงมาท่านจะเห็นเส้นใยแห่งชีวิตที่เชื่อมโยงอยู่บนพื้นผิวโลกเฉกเช่นกับใยแมงมุมสานต่อกันไปตลอดครอบคลุมทั่วโลกทั้งใบ ทุกอย่างล้วนเกี่ยวเนื่องและมีผลกระทบแก่กันและกันทั้งสิ้น เมื่อมีชีวิตอยู่จะนั่ง เดิน ยืน นอนล้วนต้องสัมผัสกับแผ่นดิน อากาศ และน้ำ เป็นกระแสคลื่นต่อเนื่องกันไปไม่หยุดและไม่มีที่สิ้นสุด ทุกอย่างสัมผัสกันอย่างไม่มีช่องว่างแม้เพียงปลายเข็มลอดได้ เมื่อตายก็สลายกลับกลายไปเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ย่อยสลายกลายเป็นธาตุ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ พืชพันธุ์ธัญญาหาร สรรพสัตว์ทั้งหลายและกระทั้งอากาศ ล้วนเป็นเลือดเนื้อและชีวิตของญาติพี่น้องและตัวเราเองทั้งสิ้นที่เวียนว่ายตายเกิดหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนไปมา ท่านรู้หรือไม่ว่าบางครั้งที่นั่งที่นอนที่ยืนที่เดินในขณะนี้อาจจะเป็นบริเวณที่เราเคยฝังศพตัวเองไว้แต่อดีตชาติ หรือหมู หมา กาไก่ที่เรากินหรือเลี้ยงดูอยู่นั้นอาจจะเป็นพ่อ แม่ พี่น้องของเราก็ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ชวนคิด ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามทุกอนูธาตุ ทั้งของเราเองและของผู้อื่นล้วนหมุนเวียนมาสู่ตัวเราเองทั้งสิ้น ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นร่างกาย ทรัพย์สิน กระทั่งมูตรคูต(ของเสียในกาย) ต่างๆเหล่านี้ ก็จะถูกจัดสรรวนเวียนมาสู่ตัวเราอีกทุกครั้งที่เราเกิดอยูนั่นเอง ไม่มีอะไรหายไปอย่างไร้ร่องรอย ทุกอย่างเวียนว่ายตายเกิดวนเวียนไปมาเป็นของส่วนกลางของโลก นั้นก็แสดงว่า การเวียนว่ายตายเกิดมีจริง กฏแห่งกรรมมีจริง ทำไมจึงต้องกลับมากล่าวถึงเรื่องของกฏแห่งกรรมด้วย ก็เจ้ากฎแห่งกรรมนี่แหละคือใจกลาง ศูนย์กลางและเป็นตัวบงการอีกด้วย กฎแห่งกรรมคือต้นเหตุของสรรพสิ่งทั้งปวง ที่ทำให้เกิดอะไรๆต่างๆมากมาย ถ้ากรรมหมดทุกอย่างก็หมด หมดภพ หมดชาติไปด้วย เรื่องกรรมเมื่อไม่มีการเกิดก็ไม่มีกรรม(เป็นสุญญตา)ทุกอย่างเป็นปัจจัยซึ่งกันและกันอย่างไม่มีข้อหลีกเลี่ยง ดังนั้นไม่ว่าพลโลกจะทำอะไรลงไปทั้งดีทั้งชั่วย่อมได้รับผลของกรรมนั้นร่วมกันทั้งหมด ทั้งเปิดเผยและแอบแผงในเชิงบวกและลบเสมอ แต่วันนี้เราพูดกันในเรื่องของพลโลก ดังนั้นจึงเป็นกรรมร่วมกันทั้งคณะทั้งโลก นอกเสียจากเราออกไปนอกโลก แต่เดี๋ยวนี้ถึงออกไปล่องลอยอยู่นอกโลกในชั้นบรรยากาศก็ยังไม่พ้นเรื่องของกฎแห่งกรรมที่พลโลกสร้างไว้ เพราะในชั้นบรรยาการก็แปรปรวนเหมือนกันเพราะฝีมือของพลโลกทั้งสิ้น ถ้ามองลงไปใต้ดิน ใต้น้ำ ก็ได้รับผลกรรมกันทั่วถึงไปหมด หวั่นไหว น่าหวาดเสียวและน่าหวาดกลัว ผลกรรมของพลโลกที่สร้างไว้อย่างขาดความยั้งคิด ที่พูดทั้งหมดนี้เหมือนกับว่าจะมารณรงค์ให้รักธรรมชาติ อนุรักษ์ธรรมชาติ รักโลก ใบน้อยที่อาภัพเพราะมีคนไม่เห็นคุณค่าไม่เห็นคุณประโยชน์และบุญคุณของโลก นั่นก็ส่วนหนึ่ง แต่ที่ตั้งใจจริงมันมากกว่านั้น คือ ต้องการรณรงค์ให้ทุกคนเจริญเมตตา เจริญกรุณาต่างหาก

ความเมตตากรุณา คือความปราถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ และปราถนาที่จะให้ผู้อื่นมีความสุข ผู้อื่นคือคนอื่นและกระทั่งตนเองก็อยากพ้นทุกข์และมีความสุขเฉกเช่นกันมิใช่หรือ ถ้าทุกคนมีใจเมตตากรุณาโดยทั่วกันที่สุดก็เป็นวงกลมวนมาบรรจบที่ตัวเราประโยชน์ต่างๆย่อมไม่ไปไหนเสีย พลโลกและทรัพย์พยากรณ์ของโลก ก็มีความสุข มีความสมัคคี มีความสงบเย็นสบายโดยทั่วทุกชาติ ทุกบ้านเรือนที่สุดทุกชีวิตล้วนปลอดภัยมีความสุข แต่ถ้าไม่เช่นนั้นมัวแต่กอบโกยเพราะเอาประโยชน์ใส่ตัวโยนโทษให้ผู้อื่นซึ่งจริงๆแล้วจะโยนไปไหนก็วนเวียนกลับมายังตัวเราเองเสมอเพราะทุกอย่างล้วนร่วมกันดังที่กล่าวข้างต้น ดังนั้น โลกก็เดือดดาลเกิดความเดือดร้อนเกิดเป็นเพทภัยต่างๆ อย่างที่มนุษย์ทุกคนต้องได้รับกรรมอย่างน่าเศร้าสลดใจดังที่ผ่านๆมา เพียงพวกเราเมตตากรุณากันและกัน เผื่อแผ่ เผยแผ่ความเมตตาไปยังธรรมชาติรอบตัว ระวังทั้งการสร้าง(วัตถุ) และการทำลาย(ธรรมชาติ)เท่านี้ความเมตตาก็จะค้ำจุนโลก เมื่อโลกได้รับความเมตตาพวกเราก็จะ สงบ สุข สบาย และพ้นจากภัยมืดที่น่ากลัวทุกประการ ช่วยกันหยิบยื่นความเมตตาขึ้นไว้เหนือศรีษะให้เกิดเป็นเครื่องค้ำยัน ค้ำจุนโลกกันเถอะ วันนี้เรามีเมตตาแล้วหรือยัง

ขอให้ทุกท่านที่เจริญเมตตากรุณา จงได้รับความรักและความเมตตากรุณาเป็นสิ่งตอบแทนทุกท่านทุกคนเทอญ.

เกษแก้ว ศรัทธาโพธิธรรม

วันพุธที่ ๒๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

ความอาฆาตเป็นไฟ-ดับได้เย็นสบาย

“ชีวิตเป็นของไม่ยั่งยืน, ความตายเป็นของยั่งยืน, อันเราจะพึงตายเป็นแท้, ชีวิตของเรา มีความตาย เป็นที่สุดรอบ, ชีวิตของเราเป็นของไม่เที่ยง, ความตายของเราเป็นของเที่ยง, ควรที่จะสังเวช,ร่างกายนี้, มิได้ตั้งอยู่นาน, ครั้นปราศจากวิญญาณ, อันเขาทิ้งเสียแล้ว, จักนอนทับ, ซึ่งแผ่นดิน, ประดุจดังว่าท่อนไม้และท่อนฟืน, หาประโยชน์มิได้, สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ, มีความเกิดขึ้นแล้วมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา, ครั้นเกิดขึ้นแล้ว ย่อมดับไป, ความเข้าไปสงบระงับ สังขารทั้งหลายเป็นความสุขอย่างยิ่ง”

นี่คือคำแปลบทพระธรรมจากส่วนหนึ่งของบทพิจารณาสังขาร อ่านแล้วรู้สึกอย่างไร สำหรับผู้เขียนรู้สึกทันทีที่อ่านจบว่า ชีวิตนี้สั้นหนอ ชีวิตนี้มีความตายเป็นที่สุดหนอ และชีวิตที่เหลือจากนี้ไปไม่เที่ยงหนอ นี่คือความรู้สึกส่วนตัวซึ่งเกิดขึ้นอย่างเด่นชัดไม่มีอะไรเด่นกว่านี้อีกแล้ว สุดท้ายยังรู้สึกอีกว่า เรามีความตายเป็นของเที่ยงจริงๆ ต่อจากนี้ไปทุกลมหายใจ เข้า-ออกล้วนต้องมีประโยชน์เพียงฝ่ายเดียว หากเป็นสิ่งที่ชั่วขุ่นมัวเราของดเว้น หากเป็นสิ่งดีสิ่งประเสริฐต่อตนและต่อผู้อื่นจะรีบขวนขวายเร่งกระทำต่อไปจนกว่าความตายที่เป็นของเที่ยงจะมาถึง เพื่อหัวใจที่สงบและสะอาดเท่านั้น

ครั้งหนึ่ง ในชีวิตเราเคยโกรธ ครั้งหนึ่งในชีวิตเราเคยเกลียด ครั้งหนึ่งในชีวิตเราเคยแอบน้อยใจ ครั้งหนึ่งในชีวิตเราเคยอิจฉาริษยา และครั้งหนึ่งในชีวิตเราเคยท้อแท้ถดถอย ครั้งหนึ่งในชีวิตเราเคยอาฆาตพยาบาทจองเวรและคิดชั่วกับผู้อื่นและต่อตนเองจะด้วยเพราะเหตุไรก็ตาม ขอให้สังเกตว่าในขณะนั้น หัวใจมันร้อน พุพอง ปวดแสบปวดร้อน นอนไม่ได้ กินไม่ได้ ดิ้นรนทุรนทุราย ลูบคลำใจทีไรเหมือนมีหนามมาทิ่มแทง นี่หรือความสุขที่เก็บไว้แนบอก แต่ถ้าลองมองย้อนไปตอนที่หัวใจในขณะมีเมตตา กรุณา หรือช่วงเวลาที่ใจมันเฉยๆ ตอนนั้นใจมันสุข นุ่มนวล เย็นสบาย และชุ่มชื้นชื่นอกชื่นใจอิ่มเอิบ อย่างน่าประหลาดและน่าประคับประคองให้อยู่ในใจในกายไปตลอด ท่านเคยรู้สึกอย่างที่พูดนี้หรือไม่
เราเคยพร่ำบ่นหาเหตุผลของความอาภัพในชีวิตต่างๆนานาไหมว่า ทำไมความโชคร้ายจึงต้องมาเกิดขึ้นกับเราด้วย นั่นเพราะเรามัวมองแต่ตัวเอง มองครอบครัวคนรักของตัวเอง มองแต่จิตใจของตัวเอง แทบจะไม่เคยเงยหน้าไปมองสิ่งรอบข้าง คนรอบข้าง สังคมรอบข้างให้กว้างกว่านี้อีกสักนิด มองด้วยจิตใจที่ยุติธรรม และด้วยความเมตตาต่อเพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย อย่างจริงจังสักครั้ง พวกเราสนใจแต่ตัวเองเท่านั้น นี่คนส่วนมากมักเป็นเช่นนี้ เมื่อไม่เคยมองคนอื่น โลกก็แคบไปอย่างถนัดตา ทุกอย่างล้วนดึงเข้ามาหาตัวเอง เอาเข้ามา เอาเข้ามา สูญเสียไปไม่ได้ ถ้าต้องมีการเสียก็ต้องมีข้อแลกเปลี่ยนที่พึงพอใจ หากไม่เป็นที่พึงพอใจล้วนขัดใจในทันที นี่แหละหนอผู้ประมาทลืมความตาย การตายเป็นและการตายจาก ทุกอย่างล้วนต้องพลัดพรากไปในที่สุด แม้แต่ตัวเรา ร่างกายของเรา ทรัพย์สมบัติของเรา และ คนรักของเราก็ต้องสละและต้องทิ้งไปในที่สุด ไม่มีอะไรเป็นของเราจริงสักอย่าง ความยึดเป็นทุกข์ ทุกครั้งที่รู้ว่ายึดสังเกตได้ว่าใจมันคับแคบ ใจมันฟั่นเฝือ ใจมันหวาดระแวง เพราะกลัวสิ่งที่ยึดหายไป ยิ่งถ้าหายไปเพราะถูกยื้อแย่งด้วยแล้ว นอกจากจะรู้สึกสูญเสียแล้วยังเกิดความโกรธแค้น และที่สุดความรู้สึกโกรธแค้นนั้นก็กลายสภาพเป็นความพยาบาทอาฆาต ที่กล่าวเช่นนี้ เพราะ เขาเหล่านั้นไม่เชื่อในธรรม ไม่เข้าใจในกฎแห่งธรรมชาติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ทรงตรัสไว้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกิดขึ้น ล้วนตั้งอยู่ แล้วดับไปเป็นที่สุด มีรักมีชัง มีได้มามีเสียไป มียกย่องมีนินทา มีดำมีขาว มีได้ยศมีลาภมีเสื่อมยศเสื่อมลาภ นี่คือโลกธรรมแปด ถ้าเข้าใจก็หมดทุกข์ ไฟอาฆาตดับ ความเย็นของสายธารธรรมเข้ามาอาบชโลมใจให้เราได้ร่มเย็นเป็นสุข และที่สุดเกิดความเมตตาต่อตนเองและผู้อื่น โลกก็เกิดสันติสุข สันติสุขที่ใครๆถามหาแต่ไม่มีคนเริ่มต้นสร้างสันติสุข เพราะมัวแต่เกี่ยงกันและชิงดีชิงได้มากกว่ายอมเสียสละ การเป็นผู้ให้และการให้ที่ดีที่สุดนั้นคือ การให้อภัย ทั้งการให้อภัยผู้อื่นและให้อภัยตนเอง ให้โอกาสการเริ่มต้นใหม่กับโลกใบใหม่ของพวกเราทุกคน ทุกอย่างล้วนอยู่ภายใต้กฏแห่งธรรมชาติ คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป นี่คือ กฏแห่งพระไตรลักษณ์

ทีนี้เรามากล่าวถึงเรื่องของความอาฆาต ตัวอาฆาตนี้เป็นตัวอันตรายที่สุด พอกล่าวคำว่า “อาฆาต” ก็ควรต้องมีคำว่า “พยาบาท” เข้ามาด้วยรวมเป็น อาฆาตพยาบาท หรือ พยาบาทอาฆาต เพียงได้พูดคำนี้ อาฆาต หรือ พยาบาท แค่นี้ยังรู้สึกสัมผัสถึงความโหดเหี้ยม ดุร้ายได้ในทันที มันเป็นความรู้สึกอยู่ภายในว่า น่ากลัว ร้อนลุ่มและไม่เป็นสุข เห็นทีความสุขจะไม่มีแน่ถ้าหากมีความอาฆาตพยาบาทเข้ามาใกล้หรือมาสิงสถิตกับเราหรือกับครอบครัวของเรา ความอาฆาตเกิดขึ้นที่ใดที่นั้นล้วนหายนะ ทั้งผู้ที่ผูกอาฆาตและผู้ถูกปองร้ายด้วยความอาฆาตต้องเดือดร้อนด้วยกันทั้งสองฝ่าย ไม่มีใครได้รับความสุขสงบไปได้ ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็น คน สัตว์ หรือวิญญาณ เมื่อไฟอาฆาตเข้ามาแผดเผาก็ล้วนแต่มอดไหม้ด้วยกันทั้งสิ้น ยิ่งอาฆาตมากเท่าไรความเสื่อม ความฉิบหายยิ่งรุนแรงเท่านั้น ไฟแห่งความอาฆาตสร้างความเศร้าสลดสังเวชใจยิ่ง โดยเฉพาะกับผู้ที่ยึดถือมันมาเป็นอารมย์ ยามหลับก็ยากที่จะหลับตานอน ยามตื่นก็พลุ่งพล่านดังน้ำในกะทะทองแดงรดรินใจให้เดือดพล่าน จะกินจะดื่มคอหอยก็ตีบตันไปเสียสิ้น ช่างทรมานกาย-ใจอย่างแสนสาหัส แววตาจากความเป็นมนุษย์กลายเป็นแววตาแห่งปีศาจร้าย ที่สุดจิตใจที่เคยอ่อนโยนกลับกลายเป็นจิตใจแห่งอสูรร้ายไปในทันที นี่แหละพลานุภาพร้ายแห่งความอาฆาตที่ทำลายล้างทุกผู้คนทุกตัวตนให้พินาศย่อยยับไปในที่สุด แล้วเรายังต้องการให้เจ้าตัวความอาฆาตมาผูกมิตรกับเราอีกหรือ เรายังรักมันอีกหรือ ในเมื่อมันไม่เคยสร้างสรรสิ่งที่ดีงามให้กับใครมีแต่จะทำลายล้างให้พินาศย่อยยับเพียงฝ่ายเดียวทั้งในโลกนี้และโลกหน้า มีความขาดทุนในการดำเนินชีวิตสถานเดียวเท่านั้น ผลที่ได้รับก็ไม่คุ้มค่า อาจจะได้รับโทษทัณฑ์จากกฏหมาย เมื่อตายไปก็ไปสู่นรกอเวจีเป็นที่หวัง ยิ่งถ้าตายในขณะที่จิตผูกพยาบาทอาฆาตด้วยแล้ว ดวงจิตนั้นจะพุ่งตรงลงสู่เหวนรกที่ต่ำที่สุดไม่มีโอกาสที่จะได้รับส่วนบุญส่วนกุศลจากใครได้เลย ทั้งมืดมิดทุกข์ ทรมานตราบนานเท่านานกว่าจะพ้นจากทุกข์นั้น ไม่น่าลงทุนกับเจ้าความอาฆาตแม้แต่สักนิดเดียว มันเป็นทุกข์ตั้งแต่ยังไม่ตายต่อเมื่อตายแล้วยังทุกข์อยู่ ครั้นได้ไปเกิดใหม่เพราะแรงอาฆาต ชีวิตใหม่ย่อมหาความสงบสุขไปไม่ได้

การให้อภัยเป็นการแก้แค้นที่ดีที่สุด เพราะสรรพสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ล้วนอยู่ภายใต้กฏแห่งกรรม

ไม่ว่าเราท่านทั้งหลายจะกระทำอะไรก็ตามทุกอย่างล้วนเป็นการกระทำที่ถูกจดบรรทึกโดยกรรมทั้งสิ้น ดังนั้นเมื่อบัญชีกรรมมีการจดบรรทึกอยู่ทุกตัวอักษร ทุกอักขระ ทุกพยัญชนะอย่างละเอียดปานนี้ แน่นอนไม่มีสัตว์หรือมนุษย์ตนใดหน้าไหนจะพ้นจากกรรมของตัวเองไปได้ ต้องได้รับผลกรรมของตนทั้งสิ้น สรุปได้ว่า เราจะอาฆาตทำลายล้างผู้ที่มาทำร้ายเรา หรือ แม้แต่การกระทำที่ตนทำร้ายตัวเอง ที่สุดการตกเป็นโจกย์หรือจำเลยของตนนั้น ทุกหยดของกรรมย่อมให้ผลกับเราอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ทั้งสิ้น อย่างสาสมเต็มเม็ดเต็มหน่วยจนกว่าจะสำนึกได้และเข้าใจชีวิต นั่นหมายถึงเข้าใจกรรม ต่อเมื่อการเริ่มต้นใหม่ที่เข้าใจกรรม ในลมหายใจที่เป็นการสร้างสมความสงบอันเป็นบุญเป็นกุศล นั่นแหละไฟอาฆาตจึงค่อยๆ ดับเย็นลง ความสงบและความเคารพในธรรม เชื่อในกฏแห่งกรรมเราก็จะรู้ว่าทุกชีวิตเกิดมาทำไม เกิดมาเพื่ออะไร เมื่อรู้จักกรรม ก็รู้จักธรรม รู้จักทุกข์เข้าใจในทุกข์ เราก็จักเริ่มมองเห็นฝั่งอันเป็นที่สุดแห่งแดนเกิด.
ขอความสงบเย็น และ สายธารแห่งธรรม จงช่วยดับไฟให้กับผู้ที่เคารพในพระรัตนตรัยและเคารพในธรรมทุกท่าน ความยุติธรรมของกรรมซึ่งเป็นธรรมชาติแท้จงมีแด่ผู้ใฝ่ในธรรมทุกท่านเทอญ.

เกษแก้ว ศรัทธาโพธิธรรม

วันศุกร์ที่ ๑๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

ธรรมกับความรักและการแต่งงาน

ความงดงามของพระพุทธศาสนาอยู่ตรงที่มีความหลากหลายของธรรมเหมือนกับสวนไม้ดอกนานาพรรณมีดอกไม้หลากสีสันให้คนเลือกเก็บได้ตามต้องการ ธรรมมีจำนวนมากมายหลายประเภทพร้อมที่จะให้แต่ละคนเลือกนำไปปฏิบัติได้ตามความต้องการ ใครอยากไปนิพพานก็มีโลกุตรธรรมสำหรับคนที่ต้องการพ้นโลก ส่วนใครที่อยากประสบความสำเร็จในโลกนี้ก็มีโลกิยธรรมให้นำไปปฏิบัติเพื่อชีวิตที่ดีกว่าในปัจจุบันสำหรับสามีภรรยาที่ต้องการความสำเร็จในชีวิตการแต่งงานก็มีธรรมสำหรับคนครองเรือนให้เลือกปฏิบัติ เป้าหมายแห่งการแต่งงานอยู่ที่การสร้างครอบครัวที่มีแต่ความรักใคร่กลมเกลียวโดยไม่มีการหย่าร้าง สามีภรรยาจะบรรลุถึงเป้าหมายดังกล่าวได้ก็ต่อเมื่อมีการปฏิบัติธรรมร่วมกัน การปฏิบัติธรรมจะช่วยให้ชีวิตคู่เข้มแข็งมั่นคงพอที่จะฝ่ามรสุมต่างๆไปได้ ดังนั้น คู่สามีภรรยาที่ต้องการมีชีวิตการแต่งงานที่ยั่งยืนตลอดไปต้องร่วมกันปฏิบัติธรรม
คำว่า ธรรม ในที่นี้หมายถึงคุณธรรมและจริยธรรม
คุณธรรม ได้แก่ คุณสมบัติที่ดีภายในจิตใจ เช่น ความรัก ความสงสาร ซึ่งช่วยให้คนเราทำหน้าที่ของสามีภรรยาได้โดยไม่ต้องฝืนใจ
จริยธรรม ได้แก่ หลักแห่งความประพฤติที่ดีงามที่จะต้องปฏิบัติเพื่อประโยชน์สุขของตนเอง ครอบครัว และสังคม จริยธรรมเป็นข้อปฏิบัติซึ่งกำหนดไว้โดยศาสนา วัฒนธรรม ประเพณีและกฎหมายว่าอะไรเป็นหน้าที่ที่สามีภรรยาจะต้องทำเพื่อความผาสุกแห่งครอบครัว

จริยธรรมเป็นเรื่องการควบคุมพฤติกรรมที่แสดงออกทางกายและทางวาจา ซึ่งคนอื่นสามารถรับรู้และประเมินได้ว่าเรามีจริยธรรมมากน้อยเพียงใด เช่น การที่สามีภรรยาต้องให้เกียรติกันและกันเป็น
จริยธรรมอย่างหนึ่ง คนทั่วไปสามารถมองเห็นได้ว่าสามีภรรยาคู่นี้ให้เกียรติกันและกันหรือไม่ ตรงกันข้ามกับคุณธรรมซึ่งเป็นเรื่องภายในจิตใจซึ่งยากที่คนทั่วไปจะตรวจสอบได้ว่ามีมากน้อยเพียงใด เช่น ความรักเป็นคุณธรรมอย่างหนึ่ง คนอื่นไม่สามารถจะมองเห็นความรักภายในจิตใจของเราว่ามีมากน้อยเพียงใด เท่าที่คนทั่วไปจะทำได้ก็คือคาดคะเนจากพฤติกรรมภายนอกของเราว่าเรามีความรักในใจมากน้อยแค่ไหน
คุณธรรมเป็นรากฐานของจริยธรรม เมื่อสามีมีคุณธรรม คือ ความรักภรรยาอยู่ในหัวใจ เขาก็จะปฏิบัติหน้าที่ของสามีต่อภรรยาโดยไม่ต้องฝืนใจ ความรักทำให้สามียอมเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อครอบครัวของเขา ดังนั้น ความรักจึงเป็นรากฐานสำคัญของชีวิตการแต่งงาน คู่สามีภรรยาที่แต่งงานกันด้วยความรักจะสามารถปรับตัวเข้าหากันได้ดีกว่าคู่ที่แต่งงานกันโดยไม่มีความรัก เพราะความรักจะทำให้คู่รักยอมลงให้กันและทนกันได้

คำว่า ความรัก ในพระพุทธศาสนา มี ๒ ประเภท ดังนี้
๑. เปมะ ได้แก่ ความรักใคร่หรือความรักแบบโรแมนติกซึ่งเกิดจากสาเหตุ ๒ ประการ คือ (๑) บุพสันนิวาสหญิงชายเคยอยู่ร่วมกันมาแต่ชาติปางก่อนเมื่อเกิดใหม่มาพบกันในชาตินี้จึงเป็นเนื้อคู่กันและรักกัน (๒) การดูแลช่วยเหลือเกื้อกูลกันในชาติปัจจุบันก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งของความรัก แม้หญิงชายจะไม่เคยอยู่ร่วมกันมาแต่ชาติปางก่อน ทั้งคู่ก็รักกันได้เพราะความมีน้ำใจของอีกฝ่ายหนึ่งที่คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
๒. เมตตา ได้แก่ ความปรารถนาดีหรือความหวังดีที่จะให้คนอื่นมีความสุข ซึ่งเกิดจากการมองเห็นความดีงามหรือความน่ารักของคนอื่นแล้วเกิดความประทับใจจนถึงกับคิดส่งเสริมให้เขามีความดีงามหรือความน่ารักยิ่งๆขึ้นไป
ชีวิตการแต่งงานจะยั่งยืนนานถ้ามีความรักทั้งสองอย่าง คือ มีทั้งความรักแบบโรแมนติก และ ความรักแบบเมตตาเป็นพื้นฐาน ความรักแบบโรแมนติกสร้างความสุขความเพลินใจเมื่ออยู่ใกล้คนรัก แต่ไฟแห่งความรักใคร่มักโชติช่วงอยู่ได้ไม่นาน ความเคยชินเพราะอยู่ด้วยกันมานานมักทำให้ความรักใคร่จืดจางไปได้ ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องมีความรักแบบเมตตาตามประกบความรักใคร่เพื่อให้ความรักยั่งยืนยาวนาน
ความรักแบบโรแมนติกถูกความน่ารักน่าปรารถนาของคู่ครองเป็นเครื่องกระตุ้นให้เกิดอารมณ์รัก ความรักใคร่นี้มีธรรมชาติไม่แน่นอน เวลาใดคนรักทำตัวมีเสน่ห์น่ารัก เวลานั้นอารมณ์รักใคร่ก็จะเบ่งบานมีพลัง เวลาใดคนรักเอาแต่ใจทำตัวไม่น่ารัก เวลานั้นความรักใคร่ก็จะอับเฉาร่วงโรย ความรักใคร่แบบโรแมนติกจึงมีสภาวะขึ้นลงตามปัจจัยเงื่อนไขภายนอกอัน ได้แก่ กิริยาอาการของคนรักเป็นสำคัญ
ความรักใคร่แบบโรแมนติกเกิดโดยสิ่งเร้าภายนอกจากคนรักเป็นสำคัญจึงมีสภาวะไม่คงที่ถาวร สามีภรรยาที่ประสงค์จะทำให้ความรักใคร่เข้มแข็งมั่นคงต้องผสมความรักแบบโรแมนติก ด้วยความรักแบบเมตตา
ความรักแบบโรแมนติกเปรียบเหมือนรถยนต์ที่อาศัยคนอื่นคอยเติมเชื้อเพลิงให้อยู่เสมอจึงจะแล่นไปได้ แต่ความรักแบบเมตตาเปรียบเหมือนรถยนต์ที่เจ้าของผลิตเชื้อเพลิงได้เองอย่างไม่มีขีดจำกัดจึงแล่นไปได้ตลอดเวลา ทั้งนี้เพราะความรักแบบเมตตาเป็นสิ่งที่ใจเราสร้างขึ้นมาเองด้วยการฝึกมองให้เห็นความดีงามของคนอื่น คนเราจะมีเมตตาในใจได้ต้องฝึกมองโลกในแง่ดี ถ้าสามีภรรยาสามารถฝึกใจให้มองแต่แง่ดีของคู่ครอง ต่างฝ่ายต่างจะรักกันและกันได้ตลอดเวลาแม้แต่ในยามที่อยู่ด้วยกันมานานจนข้อบกพร่องของอีกฝ่ายหนึ่งเริ่มปรากฏออกมา สามีภรรยาต้องสามารถทำใจให้มองข้ามข้อบกพร่องเหล่านั้นและเพ่งความสนใจไปอยู่ที่ความดีงามของคู่ครอง ดังคำประพันธ์ที่ว่า

มองโลกแง่ดีมีผล เห็นคนอื่นดีมีค่า ปลุกใจให้เกิดศรัทธา ตั้งหน้าทำดีมีคุณ

วันพุธที่ ๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๑

ธรรมมะกับงาน แง่คิดดีๆ โดยพระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต

ธรรมมะกับงาน

โดยพระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต

อาตมาอ่านเจอกลอนในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ที่ผู้เขียนระบายไว้ได้สาแก่ใจมากเลย
เร็ว ก็หาว่าล้ำหน้า
ช้า ก็หาว่าอืดอาด
โง่ ก็ถูกตวาด
พอฉลาด ก็ถูกระแวง
ทำก่อน บอกไม่ได้สั่ง
ทำทีหลัง บอกไม่มีหัวคิด
เฮ้อ นี่แหละชีวิตคนทำงาน
ข้างต้น น่าจะเป็นกลอนที่โดนใจบรรดาคนทำงานหลายๆ คน เพราะสะท้อนความรู้สึกกดดันอย่างชัดเจน
ซึ่งจากการได้พูดคุยกับโยมที่เข้ามาปรึกษาหารือถึงสาเหตุที่ทำงานกันอย่างไม่มีความสุขก็มีปัจจัยมากมาย เช่น ทำงานที่ตัวเองไม่ถนัด ทำงานที่ไม่ชอบ โดนหัวหน้างานกดขี่ หรือรู้สึกว่าหน้าที่ที่ตัวเองได้รับมอบหมายนั้นต่ำต้อย ฯลฯ
โดยจะว่าไปแล้ว บริษัทก็เหมือ นกับบ้านหลังที่สองของเรา บางคนใช้ชีวิตในบริษัทมากกว่าที่บ้านซะอีก เพราะต้องตื่นขึ้นมาทำงานตั้งแต่ตี ๔ ตี ๕ กลับถึงบ้านก็ ๒-๓ ทุ่ม วันหนึ่งมี ๒๔ ชั่วโมง หากต้องใช้ชีวิตในการทำงาน (รวมนั่งรถไป-กลับ) วันละ ๑๐ กว่าชั่วโมงแล้ว ถ้าโยมไม่มีความสุขกับงานที่ทำ จึงเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจมากๆ
อาตมาชอบใจคุณยามที่บริษัทแห่งหนึ่งมาก เคยถามเขาว่า ไม่เบื่อเหรอ เปิดประตูทั้งวัน เขาตอบกลับอย่างฉะฉานว่า " ไม่เบื่อหรอกครับท่าน เพราะคนจะเข้าไปที่นี่ได้หรือไม่ได้ มันอยู่ที่ผม ถ้าผมไม่เปิดประตู ไม่อนุญาตหรือบอกไม่ให้เข้า เขาก็ไม่ได้เข้านะ อย่างพระอาจารย์มาบรรยายที่นี่ ผมไม่ให้เข้าก็ได้ ... แต่ผมให้เข้าครับ " ( แล้วไป)
อาตมาจึงไม่แปลกใจเลย เวลาไปทำธุระที่บริษัทนี้ทีไร มักเห็นเจ้าหมอนี่ ทำหน้าที่ตัวเองอย่างกระตือรือร้น ก็เพราะเขามีทัศนคติที่ดีต่อหน้าที่ เห็นความสำคัญของตัวเอง จึงทำให้เขาทำงานได้อย่างมีความสุข (แถมมีมุขอำกลับอาตมาอีกต่างหาก)
ดังนั้นอาตมาจึงอยากจะหนุนใจญาติโยมที่กำลังรู้สึกย่ำแย่กับงานของตัวเองว่า
ถ้าเราทำงานจนเมื่อยมือเหลือเกิน
ก็จงดีใจเถอะ ที่มีมือให้เมื่อย
ถ้าเราเดินไปเดินมาจนปวดขาเหลือเกิน
ก็จงดีใจเถอะ ที่มีขาให้ปวด
ถ้าเราเห็นหัวหน้า แล้วเซ็งเหลือเกิน
ก็จงดีใจเถอะ ที่มีหัวหน้าให้เซ็ง
ถ้าเราเห็นงาน แล้วเราเบื่องานเหลือเกิน
ก็จงดีใจเถอะ ที่มีงานให้เบื่อ
เพราะหลายคนพอไม่มีงานให้ทำ ก็จะประท้วงกัน อยากทำงาน ! อยากทำงาน ! ดังนั้นเมื่อคุณโยมมีโอกาสทำแล้ว ก็จงทำให้ดีที่สุด เริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนทัศนคติต่องานที่ทำก่อน เห็นความสำคัญของหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ได้ ทำมันอย่างเต็มที่และดีที่สุด เหมือนดั่งคุณยามที่อาตมายกมาเป็นตัวอย่างข้างต้น
อาตมาเคยอ่านเจอคำแนะนำของท่านพระธรรมปิฎก ( ป.อ.ประยุตฺโต) ในหนังสือเล่มหนึ่ง ท่านเขียนชี้แนะไว้ว่า
งานมีผลตอบแทนสองชั้นด้วยกัน
ผลตอบแทนชั้นที่ ๑ คือ ตอนเงินเดือนออก นี่คือความสุขชั้นที่หนึ่ง ซึ่งหลายๆ คนมีความสุขในการทำงานแค่วันนั้นวันเดียว แต่ถ้าเราสามารถพัฒนาตัวเองไปพร้อมกับงานได้ มันก็จะก้าวไปสู่อีกระดับ อันนำมาซึ่งผลตอบแทนหรือความสุขชั้นที่ ๒ นั่นเอง
หนึ่งเดือน คุณโยมอยากมีความสุขเพียง ๑ ชั้น หรือ ๒ ชั้น ก็เลือกเอาตามใจชอบเลย
เจริญพร.

วันเสาร์ที่ ๑๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

อาจารย์ใหญ่สอนธรรมะอยู่ที่ไหน (ตอนที่ ๒)

อาจารย์ใหญ่สอนธรรมะอยู่ที่ไหน (ตอนที่ ๒)
ผู้ที่พบอาจารย์ใหญ่เป็นคนแรกนั้นก็คือ เจ้าชายสิทธัตถะ ท่านได้ลงทะเบียนเรียนวิชาชีวิตกับอาจารย์ใหญ่เป็นองค์แรกของโลก ในวันที่ท่านได้เสด็จออกประพาสต้น พระองค์ท่านได้พบกับ ๔ พระธรรมฑูต นั้นเอง เมื่อท่านพบพระธรรมฑูตทั้งสี่แล้ว ท่านจึงรู้ว่ายังมีอีกวิชาหนึ่งที่ต้องศึกษาให้ได้ และเป็นวิชาเอกของโลก นั่นคือ วิชาชีวิต เอกสาขา การก้าวล่วงพ้นจากกองทุกข์ (ท่านที่ศึกษาพระพุทธศาสนาหรือผู้ที่นับถือศาสนาพุทธคงเข้าใจเรื่องนี้ดี) ตั้งแต่วันนั้นมาเจ้าชายสิทธัตถะก็รู้พระองค์แล้วว่าวิชานี้เป็นวิชาที่ประเสริฐที่สุด สูงสุดที่สุด พระองค์ท่านยอมสละทุกอย่างไม่ว่าจะเป็น ยศศักดิ์ สมบัติพัสถาน ภรรยาและบุตรสุดที่รัก ความสุขความสบายทั้งปวง อย่าลืมว่าพระองค์ท่านมีฐาดันดรถึงหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์ เหนือกว่าคนธรรมดาทั่วไปมากมาย ขนาดคนทั่วไปมีทรัพย์อยู่แค่กระแบะมือยังตัดได้ยาก แต่สำหรับพระองค์ท่านแล้วท่านสละได้เด็ดขาดจริงๆ เพื่อแสวงหาความรู้นี้ให้แจ้งให้จงได้เพื่อตนเองและเพื่อโลก เพื่อมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลาย แม้ต้องแลกด้วยชีวิต เปรียบได้ว่าในขณะนั้นท่านเป็นดั่งเช่น พระโพธิสัตว์ปราถนาจะช่วยให้สัตว์ทั้งหลายพ้นจากกองทุกข์ทั้งมวล เจ้าชายสิทธัตถะทรงเสียสละราชบัลลังค์เพื่อก้าวสู่โพธิบัลลังค์เป็นการต่อไปพระองค์ทรงศึกษาค้นคว้าวิธีการต่างๆ กับหลายอาจารย์ในสาขาวิชาต่างๆ ที่อ้างว่าสามารถทำให้ชีวิตพ้นจากกองทุกข์ได้ ในที่สุด เจ้าชายสิทธัตถะก็ได้พบพระอาจารย์ใหญ่ด้วยตัวของพระองค์เอง และทรงประกาศพระศาสนา เกิดเป็นศาสนาพุทธ เจ้าชายสิทธัตถะจึงเป็น พระพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน นั่นคือ องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า พระสัมมาสัมพุทธะเจ้า องค์พระศาสดาของโลก อ่านมาถึงตรงนี้ ท่านพอทราบแล้วหรือยังว่า พระอาจารย์ใหญ่สอนธรรมะอยู่ที่ไหน ใครหาเจอบ้าง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านหาเจอเป็นพระองค์แรกของโลก ซึ่งอยู่ในพระวรกายของพระองค์เอง ใครอยากพบพระอาจารย์ใหญ่สอนธรรมะในสาขา “วิชาการก้าวล่วงพ้นจากกองทุกข์” บ้าง
๑. ระเบียบการสมัครเรียน วิชาก้าวล่วงพ้นจากกองทุกข์ มีดังนี้
สิ่งที่ต้องนำมา

- ใจ ใจที่สะอาด บริสุทธิ์ ใจที่อ่อนโยน แต่ไม่อ่อนแอ
- กาย กายที่สะอาดบริสุทธิ์พร้อมจะสละความเคยชินที่มากด้วยกิเลส ตัณหา อุปปาทาน กายที่พร้อมจะสู้อย่างไม่ย่อท้อ อดทนและอดกลั้น
- ศรัทธา ต้องเป็นศรัทธาจริงไม่ง่อนแง่นคลอนแคลน พร้อมที่จะก้าวเดินไปให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์เพื่อก้าวล่วงพ้นจากกองทุกข์
- รักที่จะทำความดี ความรักที่มีต่อพระพุทธศาสนาและรักตนเอง อยากเห็นตนเองและผู้อื่นพ้นจากห้วงแห่งกองทุกข์ อย่างสงบเย็น
- ความอ่อนน้อมถ่อมตน ยอมเป็นผู้ว่าง่ายไม่แข็งกระด้าง ไม่ทำตัวเป็นน้ำที่เต็มแก้วอีกต่อไป และพร้อมที่จะเคารพในพระธรรม ปฏิบัติตามพระธรรม เห็นพระธรรมเป็นสิ่งที่สูงที่สุด ดังที่พระพุทธสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสไว้ว่า “ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา” เมื่อครั้งที่พระพุทธองค์ใกล้จะเสด็จเข้าสู่พระปรินิพพาน
๕ สิ่งที่ต้องมีขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไปไม่ได้เลย “รวมทั้งหมดให้ได้เป็นหนึ่งเดียว จะเกิดเป็นสติและนำไปสู่ จิต เป็นที่หมายสูงสุด”
เท่านี้แหละที่ทุกคนต้องมี ไม่ต้องนำอะไรมาเพิ่มเติม ไม่ต้องใช้เงินทองหรือข้าวของใดๆ มาลงทะเบียนทั้งสิ้น จากนี้ก็เริ่มเรียนได้
๒. นับจากนี้ขอให้ท่านปฏิบัติตามคือ กราบพระ ๓ ครั้ง
ก่อนที่จะกราบพระขอให้ท่านทำใจให้สงบก่อนและระลึกถึงคุณพระรัตนตรัย พิจาระณาถึงสิ่งที่ท่านมีว่าครบ ๕ สิ่งข้างต้นหรือไม่ทุกครั้ง ถ้าไม่ครบให้ตั้งจิตใหม่ พร้อมแล้วกราบ
กราบครั้งที่หนึ่ง กล่าวว่า พุทโธ เมนา โถ พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งที่ระลึกของข้าพเจ้า
กราบครั้งที่สอง กล่าวว่า ธัมโม เมนา โถ พระธรรมเจ้าเป็นที่พึ่งที่ระลึกของข้าพเจ้า
กราบครั้งที่สาม กล่าวว่า สังโฆ เมนา โถ พระสงฆเจ้าเป็นที่พึ่งที่ระลึกของข้าพเจ้า

การปฏิบัติธรรมเริ่มต้นที่ใจก่อน ใจเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด แล้วตามด้วยกายเป็นกำลังที่สอง เพิ่มด้วยกำลังวิเศษ คือความศรัทธา สามกำลังใหญ่รวมเป็นพลังธรรม ก่อให้เกิดการปฏิบัติธรรมต่อไป เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วขอให้พิจาระณาว่าขณะนี้เราต้องการอะไรจากการปฏิบัติธรรม
ส่วนมากการเริ่มต้นการปฏิบัติธรรมของแต่คนไม่เหมือนกัน จะเป็นเพราะเกิดปัญหาชีวิตต่างๆที่เข้ามารุมเร้าจนหมดกำลังใจ หรือเพราะเกิดความต้องการปฏิบัติธรรมเพื่อก้าวล่วงพ้นจากกองทุกข์ รู้แจ้งแทงตลอดธรรมก็ตาม นั่นหมายถึงคุณเดินถูกทางแล้วด้วยทุกเหตุผล เพราะหนทางธรรมนี้เป็นเส้นทางเดียวที่จะทำให้ชีวิตของเราปลอดภัย ร่มเย็น สงบ สว่าง และสะอาด มีแต่กำไรเพียงฝ่ายเดียวมีแต่บวกไม่มีลบ ทั้งต่อตนเองและผู้อื่นเริ่มต้นจากการที่คุณปฏิบัติตนให้อยู่ในศีลในธรรมกันเลย
๓. รักษาศีล ๕ ปฏิบัติธรรม ๕
ศีล ๕ ข้อเป็นหัวใจของการปฏิบัติธรรมตั้งแต่ก้าวแรกจนเข้าสู่หนทางสูงสุดคือนิพพาน หากไม่มีศีล ๕ อย่างอื่นคงไม่ต้องถามถึง เมื่อมีศีล ๕ แล้วธรรม ๕ ก็จะตามมาโดยอัตโนมัติ จะขอบรรยายเรื่องศีล ๕ เป็นภาษาพูดโดยไม่ขอใช้ภาษาบาลีสันษกฤต เพื่อเป็นที่เข้าใจต่อทุกคนทุกผู้นาม ศีล ๕ มีดังนี้
๑. ละเว้น งด (อย่างเด็ดขาด) การฆ่าสัตว์ กักขังหน่วงเหนี่ยว ทำการทรมาน ประทุษร้ายสัตว์ทั้งหลายรวมทั้งมนุษย์ด้วยกัน
๒. ละเว้น งด (อย่างเด็ดขาด) การลักโขมย หยิบฉวย การเห็นแก่เล็กแก่น้อย รวมทั้งการคดโกงต่างๆ ทั้งที่เป็นสิ่งของที่มีชิวิตและไม่มีชีวิต ของมีค่าหรือไม่มีค่าก็ตามหากเจ้าของไม่ให้ไม่อนุญาต ล้วนผิดศีลข้อ ๒ นี้ทั้งสิ้น
๓. การไม่ประพฤติผิดในกาม ล่วงละเมิดในสามี ภรรยา บุตร ลูกหลานเหลน คนในเรือนชาน ข้าทาสบริวารซึ่งบุคคลเหล่านี้มีผู้ปกครองอยู่ แล้วท่านไปทำการไม่ดีไม่ได้รับการอนุญาตจากผู้ปกครองล้วนผิดศีลข้อนี้ทั้งสิ้น เพราะถือว่าบุคคลเหล่านี้มีผู้ปกครอง มีเจ้าของอยู่
๔. การไม่พูดจาโป้ปดโกหกหลอกลวง พูดส่อเสียด พูดหยาบคาย พูดเพ้อเจ้อ พูดไร้สาระ พูดให้ร้ายผู้อื่นทั้งต่อหน้าและลับหลัง ล้วนผิดทั้งสิ้น
๕. ไม่เสพ-ดื่ม ของมึนเมาเหล้ายาทั้งหลาย ไม่เสพยาเสพติดทุกชนิด ของมอมเมาทุกประเภท ทุกสื่อ ที่ทำให้ลุ่มหลงไปในทางที่ผิด

เมื่อปฏิบัติตามนี้เราลองมาพิจารณาดูจะพบว่าหากปฏิบัติได้อะไรจะเกิดขึ้น แน่นอนสิ่งแรกคือ ตนเองเกิดความสุข สุขภาพแข็งแรง ไม่มีศัตรูผูกอาฆาต อุบัติเหตุเภทภัยไม่เกิด เป็นคนไม่ประมาท และมีมิตรสหายที่ดี อยู่ในสถานที่ดี เป็นบุคคลที่คิดดี พูดดี และทำดี สิ่งอันเป็นมงคลต่างๆจะเข้ามาทำให้สังคมสงบสุขเป็นประโยชน์ต่อชาติศาสนาและสังคม ธรรมชาติจะไม่ถูกทำลายเพราะทุกคนอยู่อย่างมีความเมตตา กรุณาต่อกัน ไม่ติดความละโมบโลภมาก อย่างสังคมที่ฟอนเฟะในปัจจุบันเมื่อมีศีลรักษาเราแล้วต่อไปการปฏิบัติก็ง่ายขึ้นเพราะเราเป็นคนที่มีความละอายเกรงกลัวต่อบาป ละลายใจอยู่เสมอในการที่จะต้องไปทำความชั่วทั้งปวง จิตใจเยือกเย็นไม่รุ่มร้อน และตั้งมั่นต่อการทำความดี เข้าสู่หนทางธรรมที่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ให้มนุษย์ทุกคนมี หิระ โอตัปปะ คือความละอายเกรงกลัวต่อบาป หมั่นสร้างสมความดีให้ยิ่งๆขึ้น ท่านหลวงพ่อพุทธทาส กล่าวไว้ว่า “ศีลธรรมไม่กลับมา โลกาจะวินาศ” คิดว่าหลายท่านคงเคยได้ยินคำนี้มาบ้าง คำๆนี้เป็นสัจจริง เพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้เนื่องจาก คนขาดความละอาย ขาดศีลธรรม โลกจึงก้าวเดินเข้าสู่เหวลึกเข้าไปทุกวินาที อุบัติเหตุเภทภัยทางธรรมชาติที่ก่อให้เกิดความโศกเศร้าทุกข์ระทมไปทั่วหัวระแหงทั่วโลกก็เพราะ “สมุทัย” คือ เหตุหรือสาเหตุให้เกิดทุกข์ ตัวสมุทัยที่ว่าฝังตัวอยู่ในใจของเรามันคือ ตัวกิเลส ตัณหา อุปปาทาน ในยุคนี้หาคนที่จะละอายต่อบาปนั้นมีน้อยเต็มที แต่ยังมีอีกหลายคนที่พยายามช่วยกันจรรโรงโลกให้สดใสปลอดภัย กับทั้งยังมีอีกหลายฝ่ายที่พยายามเผยแพร่ธรรมะ ทั้งที่เป็นฝ่ายสงฆ์และฝ่ายฆราวาส ตามหน้าที่และบทบาทของตนเองเท่าที่จะช่วยได้ หากทุกคนมุ่งมั่นและมุ่งหมายไปในทางที่ดีเพียงคนละเล็กละน้อยหลายๆคนทั่วโลก คิดว่าการแก้ไขปัญหาต่างๆที่มีอยู่ทุกวันนี้หน้าจะหมดไปหรือลดน้อยลงได้เร็วขึ้นมากขึ้น ก่อนที่จะร่วมกันลำบากร่วมเวรร่วมกรรมกันอย่างเช่นยุคปัจจุบันนี้ เพราะความเห็นแก่ตัวของคนส่วนน้อยนั่นเอง
จากนี้เรามาเริ่มปฏิบัติธรรมกันดูก่อนค่ะ
สิ่งแรก คือ มองลงมาที่ใจของตนเองว่า ณ ขณะนี้จิตใจของเรา เยือกเย็น หรือ รุ่มร้อน หากใจเย็นมันเย็นเพราะอะไร จิตใจรุ่มร้อนมันร้อนด้วยเรื่องอะไร ต้องไม่หรอกตัวเอง ความจริงเท่านั่นที่จะทำให้คุณก้าวล่วงพ้นได้ เมื่อคุณพบความจริงในจิตใจแล้ว ก็ต้องมองลึกลงไปเป็น ขั้นที่สอง ว่าการที่เรามีสุขหรือมีทุกข์อยู่ในขณะนี้นั้นเกิดขึ้นจากอะไร เป็นเพราะความต้องการสิ่งต่างๆ เพื่อมาตอบสนอง กิเลส ตัณหาของตนเองใช่หรือไม่ สิ่งนั้นอาจจะเป็น ข้าวปลาอาหาร แก้วแหวนเงินทอง เคหะบ้านช่อง ชื่อเสียงเกียรติยศ หรือสิ่งอำนวยความสะดวกประดามีนั้น ซึ่งในแต่ละตัวตนมีความต้องการที่ไม่เท่ากันแล้วแต่ฐานะของแต่ละคน ความทะยานอยากที่มีอยู่ในแต่ละคนเป็นสาเหตุสำคัญของความเดือดร้อนวุ่นวายที่มีอยู่ทุกวันนี้ สานต่อเข้ากับการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นซึ่งกันและกันเข้าไปอีกสายหนึ่ง รวมรวบเข้ากับความไม่รู้จักพอเลยกลายเป็นแม่น้ำแห่งกิเลสสายใหญ่ในใจคน ทั้งหมดเป็นเรื่องของกาม(ไม่ได้หมายถึงกามที่บ่งว่าเป็นประเวณี) กามคือความอยาก อยากทุกประเภทนั่นคือกามคุณ แม่น้ำสายกามคุณนี้ ทำให้คนและสัตว์วนเวียนว่ายในวัฏฏะไม่รู้จบ พากันหูหนวก ตาบอด บ้าใบ้ คลั่งไคล้ในเพลิงอารมย์ หลงทาง หาแสงสว่างไม่เจอเหมือนตกอยู่ในอเวจี บางท่านเถียงว่าไม่จริง ฉันมีพร้อมทุกอย่างที่บุคคลหนึ่งจะมีได้ หรือมากกว่าใครๆหลายคนบนโลกใบนี้ด้วยซ้ำไป บุญทานฉันก็ทำจนนับไม่ได้แล้วว่าอะไรบ้าง ฉันไม่เห็นมีทุกข์เลย นั้นก็นับว่าเป็นอานิสงส์ของท่าน แต่ลองมองลงไปให้ลึกอีกสักหน่อยจะพบว่า เรายังมีความกลัวแฝงอยู่ภายในใจ ทำให้จิตใจหวั่นกลัวตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ความกลัวตาย กลัวแก่ กลัวเจ็บ กลัวความพลัดพราก กลัวไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการ กลัวการสูญเสีย กลัวความลำบาก กลัวป่วยไข้ และกลัวเภทภัยทางธรรมชาติ ความกลัวสารพัดชนิดมีอยู่ในจิตใจของคนทุกคน แต่หากท่านได้ปฏิบัติธรรมอย่างถูกต้องและถูกทาง ความกลัวเหล่านั้นก็ไม่สามารถจะทำอันตรายใดๆ กับท่านได้เลย เพราะท่านรู้แล้วว่าทุกสิ่งทุกอย่างย่อมสูญสลายไปในที่สุด หากไม่ต้องการให้สูญ ก็ต้องไม่ทำให้เกิด นั่นคือหัวใจสำคัญในการกำจัดความกลัวโดยสิ้นเชิง เป็นนิรันดร์ เมื่อไม่มีการเกิดก็ไม่มีการตาย ของทุกอย่างในโลกนี้อยู่ภายใต้ กฏบัญญัติแห่ง โลกธรรม ๘ ทั้งสิ้น ทุกอย่างเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วที่สุดล้วนดับไป เมื่อไรที่เป็นสุญญตาเมื่อนั้น ไม่ต้องกลัวต่อสิ่งใดๆในโลกทั้งหมด พระพุทธเจ้าท่านได้ศึกษาอย่างจริงจังและค้นพบเรื่องนี้ และทรงโปรดให้ความกรุณานำมาตรัสสอนเผยแผ่ไปให้ไพศาล ก้อมีแต่เฉพาะเรื่องนี้เท่านั้นเรื่องของ “สุญญตา” เรื่องอื่นล้วนไม่ใช่สาระ ใบไม้ในกำมือของท่านมีเท่านี้เอง มีเท่านี้จริงๆ หากท่านใดเข้าใจและปฏิบัติตามได้ นิพพานก็ไม่ใช่สิ่งไกลตัว แต่เกือบทุกคนไม่เข้า หรือเข้าใจบ้างเป็นบางครั้งเพราะยังเป็นปุถุชนอยู่จึงทำได้ยาก ดังนั้นมันก็ไม่ได้หมายถึงทำไม่ได้เลย เพียงแต่มันทำยาก ก็ต้องเร่งทำ เร่งขัดเกลา เร่งปฏิบัติตรวจดูใจเราว่า สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งใดตั้งอยู่ สิ่งใดดับไป ไว้ติดตามการปฏิบัติธรรมขั้นที่ 3 ในตอนหน้าค่ะ

ทุกชีวิตรักที่จะพบความสงบเย็น เหตุไฉนจึงวิ่งเข้าหาไฟนรกกันทุกลมหายใจ
เสียงคร่ำครวญจากการถูกแผดเผา ฟังคล้ายเสียงหัวเราะชอบใจของคนในปัจจุบันจนแยกไม่ออก

เกษแก้ว ศรัทธาโพธิธรรม

อาจารย์ใหญ่สอนธรรมะอยู่ที่ไหน (ตอนที่ ๑)

อาจารย์ใหญ่สอนธรรมะอยู่ที่ไหน (ตอนที่ ๑)

นิพพานอยู่ไหน ใครๆ ก็ถามหานิพพาน บางท่านบอกไม่หรอกเราแค่อยากได้ความสงบเท่านั้น ความสงบเย็นของชีวิตมีบ้างไม๊ ชีวิตแบบที่ยังมีลมหายใจอยู่น่ะไม่ต้องตายก่อนแล้วค่อยสงบ!บ้างก็ว่าขอให้เรามีเงินทองมากที่สุดนั่นแหละชีวิตของเราก็จะสงบได้เพราะมีทุกอย่างที่เราต้องการเรียกว่า“ทุกอย่างซื้อได้ด้วยเงิน”เปรียบเงินเป็นดั่งแก้วสารพัดนึกกันเลยทีเดียวเชียว และบ้างก็ยังเคยได้ยินว่า“อำนาจของเงินสามารถเปิดประตูสวรรค์และปิดประตูนรกได้” ดังนั้นค่านิยมในยุคนี้จึงเต็มไปด้วยผู้คนที่ทำประโยชน์เพื่อหวังผลทั้งสิ้นและบูชาเงินเป็นพระเจ้า แต่ถ้าคิดให้ดีมันก็สมเหตุสมผลอยู่เหมือนกัน เพราะทุกอย่างในโลกนี้ต้องซื้อขายด้วยเงินไม่มีอะไรได้มาฟรีๆไม่มีจริงๆ คุณธรรมเกือบเป็นเรื่องสุดท้ายที่คนคิดถึง ไม่มีแล้วที่ว่าใครจะมอบความรัก เมตตา กรุณา ปราณีอย่างบริสุทธิ์ใจให้กับใครได้ มีคนกล่าววา “เลี้ยงหมาดีกว่าเลี้ยงคนเพราะหมามันซื่อสัตย์ ไม่กัดเจ้าของ” หมามันมีคุณธรรมมากกว่าคนและมีความจงรักภักดีอีกด้วย เรียกว่า หมายังรู้จักบุญคุณคนนั่นเอง ฟังแล้วรู้สึกให้อายหมาชอบกลอยู่เหมือนกัน สมัยก่อนโบราณกล่าวว่า“รกคนดีกว่ารกหญ้า” แต่ปัจจุบันสุภาสิตนี้คงนำมาใช้ไม่ได้เพราะ คนมันใจคอดุร้ายฆ่าแกงกันได้ง่ายๆหาความซื่อสัตย์ความจริงใจยากเหลือทน เหมือนที่เห็นกันในข่าว โทรทัศน์วิทยุและหนังสือพิมพ์กันทุกวัน ไม่ว่าคนนั้นจะหน้าเหมือน พ่อ-แม่หรือลูกในไส้ของตัวเองหรือไม่ก็ตามมันฆ่าได้หมด! คงจะถึงยุคคนดีหนีเข้าป่า ผีห่าเดินเข้าเมืองกันแล้วกระมัง
เราหันมาคุยกันใหม่ดีกว่า ว่าเราจะนำเอาธรรมะมาเป็นเครื่องล้างความสกปรกทางใจได้อย่างไร พอกล่าวเช่นนี้ก็ขอบอกก่อนว่า “อย่าเพิ่งคิดจะไปล้างใจคนอื่นเลย มาล้างใจตัวเองนี่แหละให้ดีก่อน” เริ่มต้นเดี๋ยวนี้เลยก็แล้วกัน
โอม มณี เปมา ฮูง โอม มณี เปมา ฮูง โอม มณี เปมา ฮูง / นำโม อามี ทอ ฝอ ฮุก
อาจารย์ใหญ่อยู่ที่ไหน เกริ่นไว้เป็นหัวข้อให้ช่วยกันคิด อาจารย์ใหญ่คือใคร หน้าตาเป็นอย่างไร สูงต่ำ ดำขาว ใจดีใจร้าย อายุสักเท่าไร เป็นหญิงหรือชาย และเป็นอาจารย์ใหญ่ฝ่ายไหน แล้วท่านสอนวิชาอะไรนั่นสิเกริ่นไว้ลอยๆน่าสงสัยจริงความจริงจุดประสงค์ของผู้เขียนเพียงมุ่งหวังให้ท่านมาลงทะเบียนเรียนที่สถาบันของอาจารย์ใหญ่แห่งชีวิต วิชาการดำเนินชีวิตเป็นวิชาเอกที่ต้องเรียนรู้เป็นอย่างยิ่งมากกว่าวิชาใดๆในโลกนี้ทั้งหมด เป็นวิชาหลักของโลกและจักรวาล เหมือนดังแกนโลกเลยทีเดียว ทุกคนที่เกิดมาต่างใฝ่หาวิชาความรู้ใส่ตัวกันมากมาย เพื่อที่จะได้นำมาทำประโยชน์แก่ตนและสังคม (บางคนก็คิดประโยชน์เพียงเพื่อตนเองเท่านั้น) ได้รับประกาศนียบัตรบ้าง ปริญญาบัตรบ้าง ทั้ง ตรี โท และปริญญาเอก แต่หลายครั้งที่เราเห็นคนที่มากด้วยความสามารถ พรั่งพร้อมด้วยเงินทอง ข้าทาสบริวาล กินใช้เท่าไรก็ไม่หมดและเป็นบุคคลมีหน้าตาในสังคม มีโอกาสที่จะทำอะไรได้มากกว่าคนอื่นในโลกนี้อีกมากมาย กลับกลายเป็นคนโดดเดี่ยว อ้างว้าง และบ้างก็ถึงขนาดทำร้ายตัวเองด้วยการฆ่าตัวตายไปก็มี ที่ร้ายกว่านั้นทำร้ายคนที่ตนรัก เช่น สามี ภรรยา บุตร หรือบิดามารดา และญาติพี่น้องที่ร่วมอุทรกันมานั่นก็หลายรายทีเดียว ทำไมบุคคลเหล่านี้จึงคิดและกระทำการอันโหดร้ายเช่นนั้น แต่ก็อีกหลายคนที่ยากจนข้นแค้นถูกสถานะการณ์รอบข้างบังคับให้ต้องทำลงไปเพราะอะไรลองคิดดูความหยาบกระด้างในกมลสันดานมีมากขึ้นและถ่ายทอดไปสู่เยาวชนรุ่นหลังอย่างไม่รู้ตัว พอถึงวันหนึ่งก็มานั่งโอดครวญว่าทำไม บุตรลูกหลานจึงทอดทิ้ง นั่นเป็นเพราะบาปกรรมตามสนองใช่หรือไม่ หรือเป็นเพราะการบ่มเพาะอุปนิสัยอันหยาบกระด้าง ให้กับเขาผู้เป็ลูกหลานของตนด้วยตัวเราเองในกาลปัจจุบันโปรดพิจารณาให้ถี่ถ้วน
ในพระพุทธศาสนา เน้นหนักเรื่องของกฏแห่งกรรม ทำดีได้ดีจริง ทำชั่วได้ช่วยจริง ไม่มีการล้างบาปกันได้ กรรมทุกประเภทต้องได้รับการชดใช้ตามเหตุ แต่สามารถให้เป็นอโหสิกรรมได้ และสามารถที่จะให้กรรมทุเลาเบาบางได้ หากผู้ก่อกรรมนั้นสำนึกผิดและไม่ทำกรรมดำนั้นอีก และรวมถึงการสร้างกรรมขาวขึ้นใหม่ให้มากพอ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาเดียวในโลกที่กล่าวเช่นนี้ และยืนยันเช่นนี้มาตลอด ๒,๕๐๐ กว่าปีแห่งพุทธกาล สิ่งสำคัญ พระพุทธเจ้าท่านยืนยันว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง แม้แต่พระองค์เองซึ่งก่อนที่จะสำเร็จเป็นองค์พระบรมศาสดาของโลก พระองค์ยังต้องอยู่ภายใต้กฏแห่งกรรมเช่นกัน รวมทั้งประวัติของพระพุทธสาวกหลายๆองค์ตามที่เราเคยได้ศึกษาประวัติของท่านทั้งหลายเหล่านั้น หลังจากที่องค์สมเด็จพระสมณโคดมได้สำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วจึงอยู่เหนือกฏกรรมทั้งปวงโดยสิ้นเชิง และเสด็จเข้าสู่พระนิพพานหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดนั่นเอง
อาจารย์ใหญ่สอนธรรมะอยู่ไหน ลองมาคิดกันดูว่าเมื่อประมาณ ๒,๕๐๐ กว่าปีที่ผ่านมา มีศาสนาโบราณเกิดขึ้นหลายลัทธิหลายความเชื่อและหลายเผ่าพันธุ์ แต่ละสัทธิได้บัญญัติพระธรรมคำสอนของศาสนาของตนไว้มากมาย เช่น เรื่องการดลบันดาลด้วยฤทธิ์เดชของเทพเจ้า เทวดาต่างๆ หลายองค์ทั้งของฮินดู และของฝรั่ง จีน อียิปต์ ฯลฯ พวกสาวกผู้นับถือสัทธิเทวะต้องทำให้เทพเจ้าพอใจหากว่าทำให้ท่านไม่พอใจก็จะถูกลงโทษ ถูกกลั่นแกล้งจนกว่าจะเชื่อในอิทธิปาฏิหารย์และบารมีของท่าน ส่วนการที่เราจะติดต่อกับเทพเจ้าได้ก็ต้องมีคนกลาง คือ ท่านพราห์ม พ่อมด แม่มดเท่านั้น หรือบางครั้งก็เป็นพวกร่างทรงบุคคลที่มีความพิเศษในเรื่องการสัมผัสทางจิตวิญญาณ (ควรใช้วิจารณะญาน)คนธรรมดาสามัญต่ำต้อยเกินไม่มีสิทธิไปติดต่อกับเทพเจ้าได้ เขาว่าอย่างนั้น และยังต้องมีเครื่องเซ่นบูชาสิ่งสังเวยต่างๆ ทั้งที่เป็นของกินของใช้และหรือเงินทอง ตลอดถึงบางครั้งต้องมีการบูชายัญกันด้วยชีวิต บ้างก็เป็นชีวิตสัตว์ บ้างก็เป็นชีวิตคน ที่น่าเศร้ากว่านั้นคือสังเวยกันด้วยเด็กสาวพรมจรรย์(ก็ไม่รู้ว่าบูชาเทพหรือบูชาตัวผู้มีสิทธิพิเศษผู้นั้นกันแน่ เพื่อให้เป็นที่พอใจขององค์เทพลองไปค้นคว้าเรื่องราวต่างๆนี้ดูแล้วจะทราบบาปกรรมจริงๆ) ความเชื่อเหล่านี้ยากแก่การพิสูจน์ เป็นเรื่องที่กระทำติดต่อกันมานานแสนนานหลายๆพันปี ถึงปัจจุบันก็ยังมีอยู่ทั้งในทวีปเอเซียและประเทศที่อ้างว่าตนเจริญแล้วอย่างประเทศสหรัฐอเมริการวมถึงแถบยุโรปก็ยังมี ส่วนประเทศที่ยังไม่เจริญ (เขาเรียกกันอย่างนั้นได้ยินแค่นี้ก็รู้แล้วว่าการแบ่งชนชั้นวรรณะยังอยู่คู่โลกตลอดมาและก็คงจะอยู่ตลอดไป) ความเชื่อในเรื่องผีสาง เทวดา พ่อมด แม่มด และลูกมดก็ยังมีอยู่ไม่ได้หายไปไหนเป็นมรดกสืบทอดรุ่นสู่รุ่นทั้งที่พูดว่าไม่มีแล้วทุกคนเกิดมาเสมอภาคกัน การค้าทาสก็ยังมีอยู่เพียงแต่ไม่ได้กระทำอย่างเปิดเผยเหมือนสมัยก่อน พูดถึงตอนนี้ ก็หันมาหาอาจาย์ใหญ่สอนธรรมะกันต่อดีกว่า ...

เกษแก้ว ศรัทธาโพธิธรรม

วันอังคารที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๑

ความเมตตาจากพระแม่กวนอิมมหาโพธิสัตว์

ความเมตตาจากพระแม่กวนอิมมหาโพธิสัตว์
โอม นำโม ออ นี ถ่อ ฮุก (หรือ อา มี ทอ ฝอ) ขอบูชาพระอมิตตาพุทธเจ้า
โอม นำโม กวน ซี อิม ผ่อ สัก (หรือ โอม มณี เปมา ฮูง เป็นภาษาธิเบต)

ขอบูชาพระอวโลกิเตศวรพระโพธิสัตว์กวนอิมเจ้า หลายคนที่เกิดมาในโลกนี้ ยังหาคำตอบให้กับตนเองไม่ได้ว่า ที่แท้จริงพวกเราทั้งหลายเกิดมาเพื่ออะไรไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ ล้วนหาคำตอบให้ตนเองไม่ได้ ประสพกับความสับสนวุ่นวายในการดำรงชีวิตตลอดเวลา ท่านที่ทุกข์น้อยก็ว่าสุขแล้ว พอทุกข์เพิ่มขึ้นก็รู้สึกทุกข์อย่างเหลือประมาณจนแทบจะสิ้นใจ ทุรนทุรายพยายามค้นหาวิธีที่จะหนีความทุกข์นั้น ก็แล้วแต่ว่าใครจะได้รับทุกข์แบบไหน คนจนก็ทุกข์แบบหนึ่ง คนที่มีฐานะปานกลางก็ทุกข์แบบหนึ่ง คนที่มั่งมีพรั่งพร้อมก็ทุกข์แบบหนึ่ง ไม่เห็นมีใครไม่มีทุกข์นอกจากมีทุกข์แล้วยังนิยมการเสาะแสวงหาความทุกข์มาใส่ตัวเพิ่มขึ้นทั้งที่รู้สึกตัวและไม่รู้สึกตัว ที่กล่าวนี้มิได้หมายถึงความทุกข์ที่เกิดจากสถาพบังคับทางธรรมชาติ คือ เกิด แก่ เจ็บ และตายเท่านั้น แต่หมายถึงการเสาะแสวงหาความทุกข์ประเภทสนองความต้องการความสุขทางใจ-ทางกายทุกประเภทด้วย อันเกิดจากตัณหาอุปทานทั้งปวง เพราะจิดใต้สำนึกแห่งความกลัวที่หลบซ่อนอยู่ภายในจิตใจเช่น กลัวความยากจน กลัวความผิดหวัง กลัวความล้มเหลว ฯลฯ กลัวแก่และกลัวตายความจริงแล้วสันชาติญาณของความกลัวแตกแยกย่อยออกไปอีกมากมาย ยิ่งกลัวมากยิ่งหาสิ่งมาสนองกิเลสมากเพื่อปกป้องตนเอง เพื่อเป็นการปลอบประโลมใจว่าสิ่งที่กลัวจะไม่เกิดขึ้น สมหวังก็ดีไป แต่ถ้าไม่สมหวังยิ่งทุกข์หนักเข้าไปอีก พอทุกข์มากครั้งทุกข์บ่อยๆจนเกิดเป็นความเคยชินอย่างจิตไร้สำนึก อารมณ์นั้นก็ฝังรากลึกจนเป็นจิตใต้สำนึกกันไปเลยทีเดียว เกิดเป็นการบ่มเพาะกลายเป็นสันดานจนกลมกลืนเหมือนเป็นธรรมชาติ หมักหมมทวีคูณทุกภพทุกชาตินับชาติกันไม่หวาดไม่ไหว บางคนสะสมความดีจนเคยชินตามที่กล่าวมาข้างต้น บางคนสะสมความชั่วจนเคยชินเช่นกัน กรรมแสดงผลออกมาเป็นตัวตนตามภพชาติที่ไปกำเนิดนั้นๆ นี่แหละคือเหตุผลว่า เกิดมาทำไม เกิดมาแลัวต้องทำอะไร และไม่ควรทำอะไร สุดท้ายจะหยุดเกิดได้อย่างไร ถ้าเราตั้งสติให้ดีค่อยๆ ลำดับภาพชีวิต จะค้นพบสัจธรรมบางอย่าง ยกเว้นเราไม่เคยให้ความละเอียดปราณีตและมอบความเมตตาให้กับชีวิตของตนเอง มีแต่คิดว่าได้เกิดมาทั้งทีรีบหาผลประโยชน์ใส่ตัวให้มากที่สุด จริงๆแล้วเราเกิดมาทำไม? ข้าพเจ้าคิดว่า เพื่อค้นหาข้อบกพร่องทางจิตวิญญาณ เพื่อสร้างกรรมใหม่ (การละเลยการสร้างความดีมาตลอดเวลาอันยาวนานของการเวียนว่ายตายเกิด) และแก้ไขสิ่งที่ผิด (บาปที่เคยทำมา) รีบหาหนทางไปสู่ทางสว่าง สะอาด สงบ เป็นมหาปัญญาอันเลิศ คือการหลุดพ้นจากกงล้อแห่งวัฎจักร วัฎสงสาร คือ เข้าสู่นิพพานเป็นสิ่งปราถนาสูงสุดของทุกดวงจิต
ถ้าท่านศึกษาทางธรรมมาไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ตาม สิ่งที่พอจะสรุปได้คือ ธรรมะ นั้นมุ่งเน้นให้สรรพสัตว์ทั้งหลายอยู่ได้อย่างสงบเย็น ไม่ร้อนรุ่มอันเนื่องมาจากการถูกเพลิงกิเลสตัณหาเผากาย ใจ ตะเกียกตะกายหาวิธีดับไฟกิเลสนั้นอย่างคนหูหนวก ตาบอด และใจแคบ เช่น การดิ้นรนเรื่อง ปากท้อง ชื่อเสียง เกียรติยศ ความรัก ความใคร่ ความไม่รู้จักพอ โดยอ้างถึงสังคมรอบข้างโทษว่าเป็นความผิดของคนอื่น แต่ไม่เคยมองตนเองว่าทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นที่ใจเรา นั่นคือ ตอบสนองความอยาก-ความต้องการ ปกป้องตนเองให้พ้นจากความขาดที่เติมไม่เคยเต็ม เป็นนิสัยเคยชินจนกลายเป็นขันธสันดานของตนเอง พยายามหาวิธีทำอย่างไรให้ตนเดินนำหน้าคนอื่นหรืออย่างน้อยยืนเสมอคนอื่น ลืมคิดไปว่า ตนเท่านั้นที่เป็นที่พึ่งแห่งตน ไม่ต้องเทียบกับใคร สุขใจจริงกว่า
ลองมาคิดทบทวนสิ่งนี้ดูสักตัวอย่างเช่น ความต้องการมีทรัพย์และการมีหน้าตาทางสังคม (ขอกล่าวเพียงสั้นๆให้ได้ใจความ) คุณแสวงหาทรัพย์เพื่ออะไรเพื่อข้าวปลาอาหาร ยารักษาโรค ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม..........หลังจากนี้เป็นความต้องการทางใจ ของที่ได้มาต้องดีกว่า เด่นกว่า ลูกหรือคนรักของตนต้องเหนือกว่า บ้านต้องหลังใหญ่กว่า รถยนต์ต้องหรูหราราคาแพงกว่า อาหารต้องวิจิตรปราณีตกว่า และบางคนในสังคมมีมากกว่านั้นเช่น แก้วแหวนเงินทองเครื่องประดับต่างๆ รวมไปถึงความฟุ้งเฟ้อในยุคปัจจุบันอาทิ โทรทัศน์จอยักษ์ โทรศัพท์มือถือสารพัดประโยชน์มั้ง? บัตรดีใจจังเป็นหนี้แล้ว! (บัตรเครดิต) เป็นต้น รวมไปถึงการสนองกิเสสแบบน่าอัศจรรย์ใจในคนบางจำพวก เช่น พวกมีเทพรักษา มีองค์คุ้มครอง ไม่ได้บอกว่าท่านไม่มีจริง และไม่ได้ยืนยันว่าท่านมีจริง เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องความเชื่อและประสพการณ์ตรงของแต่ละคน แต่ที่พบเห็นเสมอคือแต่ละคนมักกล่าวว่าเทพของตนยิ่งใหญ่กว่า แน่กว่า แรงกว่า (เรียกว่าองค์เล็กไม่ได้เดี๋ยวหาว่ากระจอกต้องระดับมหาเทพเท่านั้น เฮ่อ!) ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ผู้คนส่วนมากมักเป็นเช่นนี้ ยกเว้นพระอรหันต์ พระอริยะ หรืออริยะบุคคลเท่านั้นที่รู้ทันกลเกมแห่งกรรมและการหลุดพ้นจากกลไกแห่งกรรม มีอยู่อย่างหนึ่งพอจะยกให้ท่านคิดตามได้ เช่น พระธุดงค์ หรือพระสายธรรมยุต มีกฎว่า เมื่อรับบาตรมาแล้ว ให้ฉันในบาตร และต้องสำรวมกาย วาจา ใจ ไม่ให้มอง ลอบมอง ชำเลืองมองไปที่บาตรและอาหารของพระองค์อื่น เพื่ออะไรขอให้ท่านลองพิจารณาเอง ตัวอย่างง่ายๆ นี้ ถ้าเป็นเราๆ ท่านๆ ลองนำไปใช้บ้างกับการดำเนินชีวิต คิดว่าคงได้ประโยชน์มหาศาล กับโลกนี้ทั้งใบ เพราะทุกคนจะรู้จักคำว่า “พอเพียง อย่างเพียงพอ” ของแท้และของจริง! แต่เราท่านมีนิสัยเคยชินคือ ชอบแอบมอง แอบคิด แอบทำ ชอบเปรียบเทียบนั่นจึงทำให้เกิดเป็น ความอยาก ต้นเหตุแห่งกิเลสทั้งปวง เมื่อแอบบ่อยๆ มันก็เต็ม เหมือนน้ำเต็มแก้วก็ต้องล้นออกมา เป็นการกระทำอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อสนองความต้องการ เมื่อทำบ่อยๆก็เคยชินจนไม่ต้องแอบอีกต่อไป สืบทอดเป็น DNA และวัฒนะธรรมว่า ผู้ใดมีมากกว่า(ในทุกด้านแล้วแต่บุคคล) ผู้นั้น เด่น ดัง น่านับถือ น่าเป็นตัวอย่างแก่คนรุ่นหลัง จนแยกไม่ค่อยออกแล้วว่าควรทำตามเรื่องอะไรบ้าง และอะไรไม่ควรทำตาม เพราะค่านิยมที่ว่า มีมาก เด่นมาก ดังมาก จึงเป็นบุคคคลที่ควรยกไว้แถวหน้า ด้านหน้า หัวหน้า(ใคร่ครวญให้จงหนัก เน้อ!) คุณควรสำรวจตัวเองได้แล้วว่า อะไรควรทำให้ชิน อะไรควรเลิกกับความเคยชินนั้น แล้วลงมือขัดเกลา-เจียรไนเพชรในใจของเราทุกคนให้ส่งประกายสดใสดังดาวประกายพฤกกันตั้งแต่บัดนี้เถิด รักท่าน รักธรรมะ รักความสงบเย็น รักที่จะเป็นมิตรแท้ รักมนุษย์-สัตว์และรักโลกใบน้อยนี้ รักที่จะเป็นผู้รับใช้เบื้องบนพระผู้เป็นเจ้าอันศักดิ์สิทธิ์ โอม มณี เปมา ฮูง โอม มณี เปมา ฮูง โอม มณี เปมา ฮูง / อามี ทอ ฝอ ฮุก และสุดท้ายเราทุกคนควรรักตัวเองอย่างถูกต้องถูกควร พร้อมทั้งมอบความรักให้กับเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายและถนอมโลกใบนี้ไว้ให้ดีที่สุด ลองหันไปทบทวนดูว่าเรารักตัวเองจริงหรือเปล่า เช่น รักตัวเองแต่เล่นการพนัน รักตัวเองแต่ยังสูบบุหรี่เล่นยา กินเหล้า เที่ยวกลางคืน รักตัวเองแต่นิยมการสร้างศัตรูชอบว่ากล่าว ปองร้าย และมุ่งร้ายผู้อื่น รักตัวเองแต่ยังทำร้ายคนที่เรารัก สามี ภรรยา บุตรของตน และรักตัวเองแต่ยังแต่ละโมบโลภมากโกงกินแผ่นดิน ยุแหย่ให้เกิดความแตกแยกในครอบครัวและหรือประเทศชาติ ถ้ารักตัวเองจริง ต้องโอบอ้อมอารี ผูกมิตร เมตตา กรุณา ปราณี ปราถนาดีพร้อมเสียสละและให้การช่วยเหลือผู้อื่น ทั้งคนและสัตว์ ซื่อสัตย์จงรักภัคดีต่อประเทศชาติ ซื่อสัตย์ต่อตนเอง และซื่อสัตย์กับคนที่ตนรักนี่เขาเรียกว่ารักแท้ รักนิรันดร รักบริสุทธิ์ รักแบบผู้ให้อย่างแท้จริง ไม่แม้แต่จะคิดกระทำการใดๆที่จะทำให้ตนเองหรือคนรักของตนและบุคคลอื่นใดก็ตามต้องตกระกำลำบาก ไม่ว่าจะเป็นทางกาย หรือทางใจก็ตาม ศรัทธาการทำความดีศรัทธาที่จะละเว้นความชั่วทั้งปวง (ไม่ก่อกรรมทำเวรกับใคร หากกระทำเช่นนี้ แม้กรรมเก่ามีก็ได้รับการอโหสิเพราะเจ้ากรรมนายเวรอนุโมทนาบุญกับท่าน รับรองชีวิตของท่านจะเจริญรุ่งเรืองและร่มเย็นแบบทันตาเห็น)

โอม มณี เปมา ฮูง โอม มณี เปมา ฮูง โอม มณี เปมา ฮูง / นำโม อามี ทอ ฝอ ฮุก

เกษแก้ว ศรัทธาโพธิธรรม