แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความอาฆาต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความอาฆาต แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ ๒๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๒

ความริษยา

วันนี้เราจะมาพูดกันในเรื่องของอารมณ์ริษยา ซึ่งเป็นอารมณ์ในเชิงอกุศลอีกประเภทหนึ่งที่ไม่แพ้อารมณ์ร้อนร้ายแรงอย่างอื่นๆเช่น อารมณ์อาฆาต อารมณ์พยาบาท อารมณ์โกรธ อารมณ์คับแค้นขุ่นเคืองต่างๆรวมทั้งอารมณ์น้อยอกน้อยใจทั้งหลาย อารมณ์เช่นนี้เกิดที่ใดเดือดร้อนที่นั่น อาการทางกายก็หาความสงบไม่ได้ จะนั่ง ยืน เดิน นอนก้อหาความสุขสบายใจไม่ได้เลย เพราะความร้อนที่เข้ามาเผาผลาญจิตใจผู้ที่เป็นเจ้าของอารมณ์นั้น ไฟแห่งความริษยาจะเผาไหม้ใจตนเองแต่ผู้เดียว คนอื่นเขาสบายดีไม่เดือดร้อน ถ้าเป็นเช่นนั้น ถือว่า ท่านล้มละลายในชีวิตทีเดียวล่ะ

เมื่อเรากล่าวถึงคำว่า “อารมณ์” มันก็หมายถึงอารมณ์ดี(สุข) อารมณ์ร้าย(ทุกข์) และทั้งไม่ดีไม่ร้าย(เฉยๆ) ถ้าเป็นอารมณ์ดีทุกอย่างก็ดูชื่นบานสดใส ร่มเย็น แต่เมื่อไรที่เป็นอารมณ์ร้าย ดูเหมือนทุกอย่างจะพังพินาจไปหมดสิ้น ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ดีหรืออารมณ์ร้ายก็ตามทุกอย่างถูกปรุงแต่งขึ้นจากจิต ปรุงแต่งขึ้นจนเป็นสังขารเกิดมีตัวตน มีตัวกูขึ้นมาทันที ผูกแน่นยึดมั่นอยู่กับตัวกูอย่างมั่นคงแน่นหนาจนที่สุดปัญญาค่อยๆมืดบอด ถึงที่สุดไม่มีปัญญา หมดปัญญา ไม่เอาแล้วแสงธรรม คุณธรรม จริยธรรม ธรรมะใดๆก็ไม่เอาจะเอาแต่ตัวกูเท่านั้น หันมาพูดกันต่อเรื่องของ อารมณ์ริษยา หรือ ความริษยา อะไรคือริษยา เชื่อว่าทุกคนเคยมีอารมณ์นี้ อย่างน้อยก็ครั้งหนึ่งในชีวิต อารมณ์ริษยามักเกิดขึ้นในขณะที่ตนเองเผลอใจ เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ วัตถุปัจจัยสิ่งของ รูปร่างหน้าตา ความสุขความสบาย ยศฐาบรรดาศักดิ์ ความร่ำรวยเงินทองและต่างๆอีกมากมาย ไม่ยินดีในสิ่งที่ตนมี ไม่มั่นคงในตนเอง ไม่นับถือตนเอง ไม่รู้จักพอ อยากได้ อยากมี อยากเป็น นี่แหละคือเหตุของการเกิดอารมณ์ริษยา ความริษยาเป็นของร้อน เป็นยาพิษ เป็นความฉิบหาย บางครั้งอยากเติมคำว่า ฉิบหายขายตัวไปเลยด้วยซ้ำไป

ความริษยา กับความอิจฉาเป็นสิ่งเดียวกัน จึงมักเรียกให้คล้องจองกันว่า “อิจฉาริษยา” เมื่อไรที่เรารู้จักพอใจในตนเอง พอใจกับสิ่งที่ตัวเองมี เคารพนับถือตนเอง เมื่อนั้นก็ไม่เกิดการเปรียบเทียบ อันนำไปสู่ความน้อยเนื้อต่ำใจเกิดอารมณ์หรืออาการแห่งความอิจฉาริษยาขึ้น ดูอย่างละครหลายๆเรื่องที่เขาต้องมี พระเอก นางเอก ผู้ร้ายและนางร้าย โดยเฉพาะนางร้ายก็จะได้อีกฉายาหนึ่งเป็นนางอิจฉาหรือนางริษยา (แต่ก็แปลกทำไมไม่เรียกตัวผู้ร้ายว่า นายอิจฉา หรือ นายริษยาบ้าง)

เหตุใดเราจึงมีความริษยาเคยลองคิดทบทวนบ้างหรือไม่ ส่วนมากมักลืมตัวกันทั้งนั้นปล่อยให้จิตใจเป็นไปตามอารมณ์ ความริษยาก็เป็นอารมณ์อย่างหนึ่งที่เข้ามาครอบงำจิตใจของเรา จุดเริ่มต้นน่าจะมาจากเราไม่สำรวมกายและไม่สำรวมใจ ขาดสติไม่รู้ตัว เพราะไม่กำหนดจิต ไม่กำหนดทวารทั้ง 5 ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ ทำไมเราจึงต้องมีสติและต้องคอยกำหนดจิต เพราะเหตุว่าจิตของเราอยู่ใต้บังคับ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ถ้ารู้ไม่ทัน จิตก็หลง ดึงจิตไม่ทันจิตจะฟุ้ง คิดดูเผินๆเหมือนว่าจะทำได้ง่ายแต่แท้ทิ่จริงยาก เรื่องการกำหนดทวารทั้ง 5 นั้นต้องมีการฝึกฝนอบรมบ่มนิสัยอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นนิสัย เป็นคนคิดก่อนทำไม่เผลอสติ ตรึกตรองยั้งคิดก่อนว่าสิ่งใดเป็นประโยชน์ไม่ขัดต่อศีลธรรมและกฏหมาย กำหนดจิตรู้ทันอารมณ์ ความจริงอยากจะเชิญชวนให้ผู้ที่เข้ามาอ่านบทความของเราได้ฝึกจิต ฝึกปฏิบัติ ฝึกรักษาศีล ฝึกการเป็นผู้ให้ และฝึกอะไรๆที่เป็นบุญ อย่างน้อยเย็นเป็นบุญเกิด เย็นไม่เป็นบาปเกิด และทำอย่างไรจึงเย็นเป็นบุญเกิด นั่นก็คือการละ ลด เลิกทิฐิ แล้วหันมาศึกษาวิถีแห่งพุทธศาสตร์ เดินตามเส้นทางแห่งการดับทุกข์ การพ้นทุกข์ เข้าสู่หนทางแห่งความดับเย็นคือ อริยมรรค มรรคมีองค์ 8 ประการ เหมือนยากแต่จริงๆแล้วถ้าเราพร้อมและมีอ่อนน้อมเริ่มให้ความสำคัญกับการก้าวเดินสู่จุดหมายคือ บรมสุข(ยังไม่ต้องพูดถึงนิพพานในเวลานี้นะเอาแค่สุขปัจจุบันให้สุขจริงทำได้ในชาตินี้ก่อน)
การกำหนดทวารทั้ง 5 ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย
1. ตาเห็นรูป สักว่านั่นคือรูป เอาสติไว้ที่ตา ไม่ผูกจิตมากไปกว่าที่เห็น ไม่หลงรูปมาเป็นการปรุงแต่งอารมณ์
2. หูได้ยิน สักว่านั่นคือเสียง เอาสติไว้ที่หู ไม่ผูกจิตมากไปกว่าที่ได้ยิน ไม่หลงในเสียงมาเป็นการปรุงแต่งอารมณ์
3. จมูกได้กลิ่น สักว่านั่นคือกลิ่น เอาสติไว้ที่จมูกไม่ผูกจิตมากไปกว่าที่ได้กลิ่น ไม่หลงในกลิ่นมาเป็นการปรุงแต่งอารมณ์
4. ลิ้นได้รส สักว่านั่นคือรส เอาสติไว้ที่ลิ้น ไม่ผูกจิตมากไปกว่าที่ได้ลิ้มรส ไม่หลงในรสมาเป็นการปรุงแต่งอารมณ์
5. กายได้สัมผัส สักว่านั่นคือการสัมผัสถูกกาย ว่าเย็น ร้อน อ่อน แข็ง เป็นเรื่องของธรรมชาติ ตั้งสติไว้ที่กาย ไม่หลงในการสัมผัสมาเป็นการปรุงแต่งอารมณ์

ทำไมต้องกำหนดจิตดังนี้และต้องตั้งสติให้เท่าทันสิ่งที่สัมผัส เหตุเพราะเราและจิตของเราอยู่ภายใต้ อารมณ์แห่ง ความรัก โลภ โกรธ หลง ทั้งสิ้น ถ้าพิจารณาแล้วสิ่งต่างๆ เกิดจากการไม่รู้จริง นั่นคือโมหะ(ความไม่รู้ ความหลง)ต่อมาเป็นความถูกใจรักใคร่ยินดี คือ โลภะ(ความโลภ อยากได้ อยากมี อยากเป็น) และสุดท้ายปรุงแต่ง เป็นโทสะ(ความโกรธ ความพยาบาท ความมุ่งร้าย) เมื่อไม่ได้มาหรือได้มาแล้วต้องเสียไปให้ขัดเคืองในอารมณ์เกิดเป็นความร้อน ความร้ายตามมา

และนี่คือยาแก้ริษยาเลิกเปรียบเทียบ เลิกน้อยอกน้อยใจ เลิกทะเยอทะยานแบบผิดๆ และที่สุดให้มีเมตตาต่อตนเองและผู้อื่น สรรพสัตว์ทั้งหลายย่อมมีวาสนา มีบุญกุศลติดตามมาตนมาแต่ชาติปางก่อนกันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ก็ตาม แข่งเรือแข่งพายแข่งได้แต่แข่งบุญแข่งวาสนานั้นแข่งยาก ณ วันนี้ชาตินี้ต่างหากที่สำคัญว่าเราสร้างบุญบารมีวาสนาของตนหรือยัง บุญซื้อไม่ได้ขายไม่ได้ ใช่สักแต่ว่ามีเงินทองมีอำนาจลาภยศก้อจะสำเร็จ หรือทำบุญให้เหนือกว่าคนอื่นมากกว่าคนอื่นแล้วจะสำเร็จเป็นมรรคเป็นผล แต่จะทำอย่างไรให้บุญที่สร้างขาวสะอาดที่สุดบริสุทธิ์ปราศจากราคิน เป็นบุญใสดังแก้วกัลปพฤกษ์นั่นคือ บุญสำเร็จได้ด้วยปัญญา เจตตาอันศรัทธาในพระรัตนตรัยแท้ การไม่ทำบาปทั้งปวง การทำกุศลให้ยิ่ง และการทำจิตใจให้ขาวรอบนั่นคือ หัวใจของบุญ

ความเมตตาต่อตนเองและเมตตาต่อผู้อื่นเสมอด้วยตนเอง คือ มหาบุญ มหากุศล ที่ไม่มีขายที่ไหนนอกจากจิตใจของตนเอง เมตตาธรรมค้ำจุนโลก คือ สัจจะวาจาที่ไม่เคยล้าสมัย


ขอบารมีธรรมจงรักษาคนรักษาธรรม
เกษแก้ว ศรัทธาโพธิธรรม

วันพุธที่ ๒๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

ความอาฆาตเป็นไฟ-ดับได้เย็นสบาย

ชีวิตเป็นของไม่ยั่งยืน, ความตายเป็นของยั่งยืน, อันเราจะพึงตายเป็นแท้, ชีวิตของเรา มีความตาย เป็นที่สุดรอบ, ชีวิตของเราเป็นของไม่เที่ยง, ความตายของเราเป็นของเที่ยง, ควรที่จะสังเวช,ร่างกายนี้, มิได้ตั้งอยู่นาน, ครั้นปราศจากวิญญาณ, อันเขาทิ้งเสียแล้ว, จักนอนทับ, ซึ่งแผ่นดิน, ประดุจดังว่าท่อนไม้และท่อนฟืน, หาประโยชน์มิได้, สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ, มีความเกิดขึ้นแล้วมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา, ครั้นเกิดขึ้นแล้ว ย่อมดับไป, ความเข้าไปสงบระงับ สังขารทั้งหลายเป็นความสุขอย่างยิ่ง

นี่คือคำแปลบทพระธรรมจากส่วนหนึ่งของบทพิจารณาสังขาร อ่านแล้วรู้สึกอย่างไร สำหรับผู้เขียนรู้สึกทันทีที่อ่านจบว่า ชีวิตนี้สั้นหนอ ชีวิตนี้มีความตายเป็นที่สุดหนอ และชีวิตที่เหลือจากนี้ไปไม่เที่ยงหนอ นี่คือความรู้สึกส่วนตัวซึ่งเกิดขึ้นอย่างเด่นชัดไม่มีอะไรเด่นกว่านี้อีกแล้ว สุดท้ายยังรู้สึกอีกว่า เรามีความตายเป็นของเที่ยงจริงๆ ต่อจากนี้ไปทุกลมหายใจ เข้า-ออกล้วนต้องมีประโยชน์เพียงฝ่ายเดียว หากเป็นสิ่งที่ชั่วขุ่นมัวเราของดเว้น หากเป็นสิ่งดีสิ่งประเสริฐต่อตนและต่อผู้อื่นจะรีบขวนขวายเร่งกระทำต่อไปจนกว่าความตายที่เป็นของเที่ยงจะมาถึง เพื่อหัวใจที่สงบและสะอาดเท่านั้น

ครั้งหนึ่ง ในชีวิตเราเคยโกรธ ครั้งหนึ่งในชีวิตเราเคยเกลียด ครั้งหนึ่งในชีวิตเราเคยแอบน้อยใจ ครั้งหนึ่งในชีวิตเราเคยอิจฉาริษยา และครั้งหนึ่งในชีวิตเราเคยท้อแท้ถดถอย ครั้งหนึ่งในชีวิตเราเคยอาฆาตพยาบาทจองเวรและคิดชั่วกับผู้อื่นและต่อตนเองจะด้วยเพราะเหตุไรก็ตาม ขอให้สังเกตว่าในขณะนั้น หัวใจมันร้อน พุพอง ปวดแสบปวดร้อน นอนไม่ได้ กินไม่ได้ ดิ้นรนทุรนทุราย ลูบคลำใจทีไรเหมือนมีหนามมาทิ่มแทง นี่หรือความสุขที่เก็บไว้แนบอก แต่ถ้าลองมองย้อนไปตอนที่หัวใจในขณะมีเมตตา กรุณา หรือช่วงเวลาที่ใจมันเฉยๆ ตอนนั้นใจมันสุข นุ่มนวล เย็นสบาย และชุ่มชื้นชื่นอกชื่นใจอิ่มเอิบ อย่างน่าประหลาดและน่าประคับประคองให้อยู่ในใจในกายไปตลอด ท่านเคยรู้สึกอย่างที่พูดนี้หรือไม่
เราเคยพร่ำบ่นหาเหตุผลของความอาภัพในชีวิตต่างๆนานาไหมว่า ทำไมความโชคร้ายจึงต้องมาเกิดขึ้นกับเราด้วย นั่นเพราะเรามัวมองแต่ตัวเอง มองครอบครัวคนรักของตัวเอง มองแต่จิตใจของตัวเอง แทบจะไม่เคยเงยหน้าไปมองสิ่งรอบข้าง คนรอบข้าง สังคมรอบข้างให้กว้างกว่านี้อีกสักนิด มองด้วยจิตใจที่ยุติธรรม และด้วยความเมตตาต่อเพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย อย่างจริงจังสักครั้ง พวกเราสนใจแต่ตัวเองเท่านั้น นี่คนส่วนมากมักเป็นเช่นนี้ เมื่อไม่เคยมองคนอื่น โลกก็แคบไปอย่างถนัดตา ทุกอย่างล้วนดึงเข้ามาหาตัวเอง เอาเข้ามา เอาเข้ามา สูญเสียไปไม่ได้ ถ้าต้องมีการเสียก็ต้องมีข้อแลกเปลี่ยนที่พึงพอใจ หากไม่เป็นที่พึงพอใจล้วนขัดใจในทันที นี่แหละหนอผู้ประมาทลืมความตาย การตายเป็นและการตายจาก ทุกอย่างล้วนต้องพลัดพรากไปในที่สุด แม้แต่ตัวเรา ร่างกายของเรา ทรัพย์สมบัติของเรา และ คนรักของเราก็ต้องสละและต้องทิ้งไปในที่สุด ไม่มีอะไรเป็นของเราจริงสักอย่าง ความยึดเป็นทุกข์ ทุกครั้งที่รู้ว่ายึดสังเกตได้ว่าใจมันคับแคบ ใจมันฟั่นเฝือ ใจมันหวาดระแวง เพราะกลัวสิ่งที่ยึดหายไป ยิ่งถ้าหายไปเพราะถูกยื้อแย่งด้วยแล้ว นอกจากจะรู้สึกสูญเสียแล้วยังเกิดความโกรธแค้น และที่สุดความรู้สึกโกรธแค้นนั้นก็กลายสภาพเป็นความพยาบาทอาฆาต ที่กล่าวเช่นนี้ เพราะ เขาเหล่านั้นไม่เชื่อในธรรม ไม่เข้าใจในกฎแห่งธรรมชาติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ทรงตรัสไว้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกิดขึ้น ล้วนตั้งอยู่ แล้วดับไปเป็นที่สุด มีรักมีชัง มีได้มามีเสียไป มียกย่องมีนินทา มีดำมีขาว มีได้ยศมีลาภมีเสื่อมยศเสื่อมลาภ นี่คือโลกธรรมแปด ถ้าเข้าใจก็หมดทุกข์ ไฟอาฆาตดับ ความเย็นของสายธารธรรมเข้ามาอาบชโลมใจให้เราได้ร่มเย็นเป็นสุข และที่สุดเกิดความเมตตาต่อตนเองและผู้อื่น โลกก็เกิดสันติสุข สันติสุขที่ใครๆถามหาแต่ไม่มีคนเริ่มต้นสร้างสันติสุข เพราะมัวแต่เกี่ยงกันและชิงดีชิงได้มากกว่ายอมเสียสละ การเป็นผู้ให้และการให้ที่ดีที่สุดนั้นคือ การให้อภัย ทั้งการให้อภัยผู้อื่นและให้อภัยตนเอง ให้โอกาสการเริ่มต้นใหม่กับโลกใบใหม่ของพวกเราทุกคน ทุกอย่างล้วนอยู่ภายใต้กฏแห่งธรรมชาติ คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป นี่คือ กฏแห่งพระไตรลักษณ์

ทีนี้เรามากล่าวถึงเรื่องของความอาฆาต ตัวอาฆาตนี้เป็นตัวอันตรายที่สุด พอกล่าวคำว่า “อาฆาต” ก็ควรต้องมีคำว่า “พยาบาท” เข้ามาด้วยรวมเป็น อาฆาตพยาบาท หรือ พยาบาทอาฆาต เพียงได้พูดคำนี้ อาฆาต หรือ พยาบาท แค่นี้ยังรู้สึกสัมผัสถึงความโหดเหี้ยม ดุร้ายได้ในทันที มันเป็นความรู้สึกอยู่ภายในว่า น่ากลัว ร้อนลุ่มและไม่เป็นสุข เห็นทีความสุขจะไม่มีแน่ถ้าหากมีความอาฆาตพยาบาทเข้ามาใกล้หรือมาสิงสถิตกับเราหรือกับครอบครัวของเรา ความอาฆาตเกิดขึ้นที่ใดที่นั้นล้วนหายนะ ทั้งผู้ที่ผูกอาฆาตและผู้ถูกปองร้ายด้วยความอาฆาตต้องเดือดร้อนด้วยกันทั้งสองฝ่าย ไม่มีใครได้รับความสุขสงบไปได้ ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็น คน สัตว์ หรือวิญญาณ เมื่อไฟอาฆาตเข้ามาแผดเผาก็ล้วนแต่มอดไหม้ด้วยกันทั้งสิ้น ยิ่งอาฆาตมากเท่าไรความเสื่อม ความฉิบหายยิ่งรุนแรงเท่านั้น ไฟแห่งความอาฆาตสร้างความเศร้าสลดสังเวชใจยิ่ง โดยเฉพาะกับผู้ที่ยึดถือมันมาเป็นอารมย์ ยามหลับก็ยากที่จะหลับตานอน ยามตื่นก็พลุ่งพล่านดังน้ำในกะทะทองแดงรดรินใจให้เดือดพล่าน จะกินจะดื่มคอหอยก็ตีบตันไปเสียสิ้น ช่างทรมานกาย-ใจอย่างแสนสาหัส แววตาจากความเป็นมนุษย์กลายเป็นแววตาแห่งปีศาจร้าย ที่สุดจิตใจที่เคยอ่อนโยนกลับกลายเป็นจิตใจแห่งอสูรร้ายไปในทันที นี่แหละพลานุภาพร้ายแห่งความอาฆาตที่ทำลายล้างทุกผู้คนทุกตัวตนให้พินาศย่อยยับไปในที่สุด แล้วเรายังต้องการให้เจ้าตัวความอาฆาตมาผูกมิตรกับเราอีกหรือ เรายังรักมันอีกหรือ ในเมื่อมันไม่เคยสร้างสรรสิ่งที่ดีงามให้กับใครมีแต่จะทำลายล้างให้พินาศย่อยยับเพียงฝ่ายเดียวทั้งในโลกนี้และโลกหน้า มีความขาดทุนในการดำเนินชีวิตสถานเดียวเท่านั้น ผลที่ได้รับก็ไม่คุ้มค่า อาจจะได้รับโทษทัณฑ์จากกฏหมาย เมื่อตายไปก็ไปสู่นรกอเวจีเป็นที่หวัง ยิ่งถ้าตายในขณะที่จิตผูกพยาบาทอาฆาตด้วยแล้ว ดวงจิตนั้นจะพุ่งตรงลงสู่เหวนรกที่ต่ำที่สุดไม่มีโอกาสที่จะได้รับส่วนบุญส่วนกุศลจากใครได้เลย ทั้งมืดมิดทุกข์ ทรมานตราบนานเท่านานกว่าจะพ้นจากทุกข์นั้น ไม่น่าลงทุนกับเจ้าความอาฆาตแม้แต่สักนิดเดียว มันเป็นทุกข์ตั้งแต่ยังไม่ตายต่อเมื่อตายแล้วยังทุกข์อยู่ ครั้นได้ไปเกิดใหม่เพราะแรงอาฆาต ชีวิตใหม่ย่อมหาความสงบสุขไปไม่ได้

การให้อภัยเป็นการแก้แค้นที่ดีที่สุด เพราะสรรพสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ล้วนอยู่ภายใต้กฏแห่งกรรม

ไม่ว่าเราท่านทั้งหลายจะกระทำอะไรก็ตามทุกอย่างล้วนเป็นการกระทำที่ถูกจดบรรทึกโดยกรรมทั้งสิ้น ดังนั้นเมื่อบัญชีกรรมมีการจดบรรทึกอยู่ทุกตัวอักษร ทุกอักขระ ทุกพยัญชนะอย่างละเอียดปานนี้ แน่นอนไม่มีสัตว์หรือมนุษย์ตนใดหน้าไหนจะพ้นจากกรรมของตัวเองไปได้ ต้องได้รับผลกรรมของตนทั้งสิ้น สรุปได้ว่า เราจะอาฆาตทำลายล้างผู้ที่มาทำร้ายเรา หรือ แม้แต่การกระทำที่ตนทำร้ายตัวเอง ที่สุดการตกเป็นโจกย์หรือจำเลยของตนนั้น ทุกหยดของกรรมย่อมให้ผลกับเราอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ทั้งสิ้น อย่างสาสมเต็มเม็ดเต็มหน่วยจนกว่าจะสำนึกได้และเข้าใจชีวิต นั่นหมายถึงเข้าใจกรรม ต่อเมื่อการเริ่มต้นใหม่ที่เข้าใจกรรม ในลมหายใจที่เป็นการสร้างสมความสงบอันเป็นบุญเป็นกุศล นั่นแหละไฟอาฆาตจึงค่อยๆ ดับเย็นลง ความสงบและความเคารพในธรรม เชื่อในกฏแห่งกรรมเราก็จะรู้ว่าทุกชีวิตเกิดมาทำไม เกิดมาเพื่ออะไร เมื่อรู้จักกรรม ก็รู้จักธรรม รู้จักทุกข์เข้าใจในทุกข์ เราก็จักเริ่มมองเห็นฝั่งอันเป็นที่สุดแห่งแดนเกิด.
ขอความสงบเย็น และ สายธารแห่งธรรม จงช่วยดับไฟให้กับผู้ที่เคารพในพระรัตนตรัยและเคารพในธรรมทุกท่าน ความยุติธรรมของกรรมซึ่งเป็นธรรมชาติแท้จงมีแด่ผู้ใฝ่ในธรรมทุกท่านเทอญ.

เกษแก้ว ศรัทธาโพธิธรรม