ธรรมะเพื่อเผยแผ่ธรรมะสายพระโพธิสัตว์ โดยเฉพาะอันเกี่ยวกับความเชื่อ ความศรัทธาต่อพระโพธิสัตว์กวนอิม และพระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ เพื่อเป็นการยืนยันว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นสัจจะจริงอีกทั้งเป็นกำลังใจให้กับผู้ที่ศรัทธาในการทำความดีต่อไป สนใจส่งบทความได้ที่ : keawkasem@gmail.com
วันพฤหัสบดีที่ ๓๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๓
การบรรยายธรรมะโดยท่าน ว.วชิรเมธี ท่านได้ให้พร 4 ข้อ
1. อย่าเป็นนักจับผิด คนที่คอยจับผิดคนอื่น แสดงว่า หลงตัวเองว่าเป็นคนดีกว่าคนอื่น ไม่เห็นข้อบกพร่องของตนเอง ' กิเลสฟูท่วมหัว ยังไม่รู้จักตัวอีก ' คนที่ชอบจับผิด จิตใจจะหม่นหมอง ไม่มีโอกาส ' จิตประภัสสร ' ฉะนั้น จงมองคน มองโลกในแง่ดี ' แม้ในสิ่งที่เป็นทุกข์ ถ้ามองเป็น ก็เป็นสุข '
2. อย่ามัวแต่คิดริษยา ' แข่งกันดี ไม่ดีสักคน ผลัดกันดี ได้ดีทุกคน ' คนเราต้องมี พรหมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา คนที่เราริษยาเป็นการส่วนตัว มีชื่อว่า ' เจ้ากรรมนายเวร ' ถ้าเขาสุข เราจะทุกข์ ฉะนั้น เราต้องถอดถอน ความริษยาออกจากใจเรา เพราะไฟริษยา เป็น ' ไฟสุมขอน ' ( ไฟเย็น) เราริษยา 1 คน เราก็มีทุกข์ 1 ก้อนเราสามารถถอดถอนความริษยาออกจากใจเราโดยใช้วิธี ' แผ่เมตตา ' หรือ ซื้อโคมลอยมา แล้วเขียนชื่อคนที่เราร ิษยา แล้วปล ่อยให้ลอยไป
3. อย่าเสียเวลากับความหลัง 90% ของคนที่ทุกข์ เกิดจากการย้ำคิดย้ำทำ ' ปล่อยไม่ลง ปลงไม่เป็น ' มนุษย์ที่สลัดความหลังไม่ออก เหมือนมนุษย์ที่เดินขึ้นเขาพร้อมแบกเครื่องภาระต่างๆ ไว้ที่หลังขึ้นไปด้วยความทุกข์ที่เกิดขึ้นแล้ว จงปล่อยมันซะ ' อย่าปล่อยให้คมมีดแห่งอดีต มากรีดปัจจุบัน ' ' อยู่กับปัจจุบันให้เป็น ' ให้กายอยู่กับจิต จิตอยู่กับกาย คือมี ' สติ ' กำกับตลอดเวลา
4. อย่าพังเพราะไม่รู้จักพอ ' ตัณหา ' ที่มีปัญหา คือ ความโลภ ควา มอยากที่เกินพอดี เหมือนทะเลไม่เคยอิ่มด้วยน้ำ ไฟไม่เคยอิ่มด้วยเชื้อ ธรรมชาติของตัณหา คือ ' ยิ่งเติมยิ่งไม่เต็ม ' ทุกอย่างต้องดู ' คุณค่าที่แท้จริง ' ไม่ใช่ คุณค่าเทียม เช่น คุณค่าที่แท้ของนาฬิกาคืออะไร ? คือไว้ดูเวลาไม่ใช่ใส่เพื่อความโก้หรูคุณค่าที่แท้ของโทรศัพท์มือถือคืออะไร ? คือไว้สื่อสาร แต่องค์ประกอบอื่นๆ ที่เสริมมาไม่ใช่คุณค่าที่แท้จริงของโทรศัพท์ เราต้องถามตัวเองว่า ' เิกิดมาทำไม ' คุณค่าที่แท้จริงของการเกิดมาเป็นมนุษย ์อยู่ตรงไหน ตามหา ' แก่น ' ของชีวิตให้เจอคำว่า ' พอดี' คือ ถ้า ' พอ ' แล้วจะ' ดี ' รู้จัก ' พอ ' จะมีชีวิตอย่าง
วันศุกร์ที่ ๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๒
ไม่เห็นทุกข์ - ไม่รู้ธรรม
การมองเห็นเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิต เหมือนที่เปรียบไว้ว่า ดวงตาเป็นดังแสงสว่างแห่งดวงประทีป ถ้าดวงตาดับมืดบอดลงนั่นหมายถึงโลกนี้ดับมืดลงด้วย ดังนั้นดวงตาเป็นอวัยวะที่สำคัญอย่างยิ่ง ต้องระมัดระวังรักษาถนุถนอมอย่าให้เขาเจ็บป่วยหรือเกิดเสื่อมสภาพน้อยที่สุด การมองเห็นภาพต่างๆเป็นเรื่องหนึ่งที่ต้องพิจารณา เมื่อมีภาพเข้ามากระทบกับตาของเราภาพนั้นย่อมส่งผลทางอารมณ์ให้เกิดขึ้นที่กายและใจของเราเสมอ การมองเห็นของตาเราทำให้เราเกิดมีความรู้สึกต่างๆ ทั้งที่สร้างความสุขและก่อให้เกิดความทุกข์กับจิตใจบางครั้งก็รู้สึกเฉยๆไปก็มี
ดังนั้น เราต้องฉลาดแยกแยะภาพต่างๆที่จะไปสะสมให้เกิดอารมณ์ที่ส่งไปสู่จิตนี่เป็นเรื่องสำคัญ การเลือกดูภาพที่ให้ความรู้สึกดีๆ กับกายและใจของเรา เป็นการอบรมชีวิตและวิญญาณให้อ่อนละมุน สุนทรี และเกิดความเมตตา การรู้จักคัดกรองในสิ่งที่ต้องพบเจอต้องมองเห็นนั้นเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจเป็นอย่างยิ่ง จงมองสิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่มองสิ่งที่ให้โทษนี่เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด ท่านคงคิดว่าถ้าพูดอย่างนี้ทำได้ยาก เพราะการมองเห็นเป็นเรื่องที่ต้องพบต้องเจอกับสิ่งทั้งหลายมากมาย ไม่สามารถกำหนดได้ว่าจะเห็นอะไรพบอะไรไว้ล่วงหน้าได้ แต่ถ้าเราพิจารณาให้ลึกลงไปเรามีสิทธิที่จะเลือกสิ่งต่างๆที่ดีๆให้กับตัวเองได้ ไม่ใช่ปล่อยชีวิตให้เป็นไปตามเวรตามกรรมอย่างไร้จุดหมาย เรามีสิทธิ์ที่จะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตนเอง ถ้าเราไม่ปล่อยให้อารมณ์เป็นผู้นำ แต่เราควรอย่างยิ่งที่ต้องใช้สติ-สัมปชัญญะในการจัดสรรสิ่งต่างๆเพื่อตัวเราได้ และตัวสตินี้แหละที่ต้องฝึกฝนให้มาก ให้ชำนาญคือ ฝึกให้ตนมีสติเสมอ ตลอดเวลารู้ว่าตนทำอะไรอยู่ เช่น ขณะนี้เรายืนอยู่หน้าร้านหนังสือ มีหนังสือ นิตยสารมากมายวางเรียงรายอยู่เบื้องหน้า ทั้งชนิดที่เป็นวิชาการ บัญเทิง ข่าวสาร ขบขัน และหนังสือยั่วยุให้เกิดกิเลสตัณหาราคะที่วางจำหน่ายอยู่ดาษดื่นหรือแม้กระทั้งหนังสือธรรมะฯลฯ แต่ละชนิดยังแยกย่อยออกไปอีก ทั้งที่มีประโยชน์จริงและไม่ค่อยจะมีประโยชน์ เนื้อหาสาระแก่นสารไม่ค่อยมีแต่เอื้อประโยชน์ทางการค้าและยั่วยุให้หลงผิดนั้นมีมาก นี่ก้อต้องใช้วิจารณะญานให้มากๆในการเลือกซื้อ ทำไมจึงยกตัวอย่างเป็นเรื่องหนังสือ เพราะเหตุว่า หนังสือเป็นสื่อที่อยู่คงทนถาวรสามารถตกไปสู่มือหนึ่งๆได้จนชั่วลูกหลาน พกพาสะดวก จึงต้องยิ่งระวังให้มากเพราะถ้าเผยแพร่สิ่งไม่ดีโดยขาดสามัญสำนึก ขาดคุณธรรมและจริยธรรมแล้ว นั่นก็หมายถึงมรดกที่เรามอบให้ไว้กับเยาวชนและสังคมทั้งที่ตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจจากเงื้อมมือของเราเอง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเป็นผู้มีพระปัญญาอันยิ่ง ท่านตั้งคำถามขึ้นว่า ความทุกข์ทั้งหลายที่มีอยู่นี้ อันมี ความเกิด แก่ เจ็บ และตายในที่สุดนั้น เป็นทุกข์อย่างยิ่ง แต่สิ่งที่ทุกข์กว่านั้นคือ ความซ้ำซากที่ต้องเกิด-ตาย วนเวียน วกวนซ้ำซากกับการเกิด-ตาย หลายพบชาติ แล้วทำไมคนเราและสรรพสัตว์ทั้งหลายจึงไม่หลุดพ้นจากทุกข์ที่เวียนว่ายตายเกิดนี้เสียที สิ่งนี้ตอนที่ท่านเสวยพระชาติเป็นพระสิทธัตถะกุมารในเบี้องต้นท่านก็ยังไม่แจ้ง ไม่รู้จักเลย มารู้สึกก็เมื่อครั้งที่ท่านเสด็จออกนอกพระราชวัง ได้พบความจริงของสิ่งทั้งหลายว่า ทุกอย่างล้วนไม่เที่ยง ล้วนเป็นทุกข์น่าสังเวทจริงๆ คิดได้ดังนั้นท่านจึงสละทุกสิ่งในชีวิตเพื่อการนี้ เพื่อค้นหาวิถีทางแห่งการระงับทุกข์ การออกจากทุกข์ อย่างไม่ต้องกลับมาทุกข์อีก ท่านทำเพื่อใคร? พวกเราเคยลองย้อนกลับไปคิดกันหรือไม่ โดยมากคิดแต่ว่าเราจะทำอะไรอย่างไรจึงได้บุญมากๆ จะได้พ้นทุกข์เร็วๆ มิหนำซ้ำยังคิดแบบเปิดปุ๊ปกินได้ปั๊ปซะด้วย ทำบุญปุ๊ปต้องได้รับการตอบรับแห่งบุญทันทีคือ...........(เติมความต้องการเอาเองแล้วแต่กิเลสของคนนั้น) คงคิดว่าการทำบุญเหมือนกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมั๊ง หรือประเภทกินด่วนตามห้างดังๆทั้งหลาย บ้างก้อคิดว่าจะทำบุญอะไรหนอจึงรวยได้ดังใจหวังชนิดทันตาเห็นด้วยนะประเภทบุญหล่นจากฟ้า น่าหัวร่อและน่าอายเป็นที่สุด เคยคิดกันบ้างหรือไม่ว่า กว่าที่พระเจ้าสิทธัตถะจะบรรลุธรรม รู้แจ้งในพระธรรม และได้สำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น พระองค์ท่านต้องแลกด้วยทุกสิ่งทุกอย่างทั้งหมดในชีวิตที่มี แม้กระทั่งเลือดเนื้อในกายทั้งหมดที่มีทีเดียว เคยมีคนคิดถึงความทุกข์ยากลำบากของพระองค์ท่านบ้างไหม? ฝากให้ชาวพุทธช่วยกันคิดสักนิดค่ะ
สรุป เราจะทำอย่างไรให้สิ่งที่เราปราถนาว่า ต้องพ้นทุกข์เป็นความจริง ถ้าไม่พ้นทุกข์ก็ขอให้ความทุกข์ทุเลาเบาบางลงบ้างนี้เป็นสิ่งที่มีคุณค่าที่สุด ให้สมกับที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราได้ทรงฝากเรื่องนี้ไว้ให้กับลูกหลานเช่นเราได้ศึกษาและปฏิบัติไว้เป็นตัวอย่างมาสองพันกว่าปี มีคุณค่า มีคุณประโยชน์จริง เราทั้งหลายที่เรียกตนว่า พุทธศาสนิกชนคนชาวพุทธควรสำเนียกไว้คือ เลิกมอมเมาชาวพุทธแบบมีมายากันได้แล้ว หันมาปฏิบัติธรรมบริสุทธิ์กันเถอะ ปาฏิหารย์จะมีจริงก็ต่อเมื่อท่านมี ความมีศรัทธาแท้แน่วแน่ต่อพระรัตนะตรัย มีการรักษาศีล มีการเสียสละ ที่สำคัญดำเนินชีวิตด้วยปัญญา นั้นแหละท่านจึงพบหนทางแห่งความก้าวล่วงทุกข์และเป็นหนทางแห่งอริยะชน สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ.
แก้วเกษม ศรัทธาโพธิธรรม
วันพุธที่ ๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๑
ธรรมมะกับงาน แง่คิดดีๆ โดยพระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต
ธรรมมะกับงาน
โดยพระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต
อาตมาอ่านเจอกลอนในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ที่ผู้เขียนระบายไว้ได้สาแก่ใจมากเลย
เร็ว ก็หาว่าล้ำหน้า
ช้า ก็หาว่าอืดอาด
โง่ ก็ถูกตวาด
พอฉลาด ก็ถูกระแวง
ทำก่อน บอกไม่ได้สั่ง
ทำทีหลัง บอกไม่มีหัวคิด
เฮ้อ นี่แหละชีวิตคนทำงาน
ข้างต้น น่าจะเป็นกลอนที่โดนใจบรรดาคนทำงานหลายๆ คน เพราะสะท้อนความรู้สึกกดดันอย่างชัดเจน
ซึ่งจากการได้พูดคุยกับโยมที่เข้ามาปรึกษาหารือถึงสาเหตุที่ทำงานกันอย่างไม่มีความสุขก็มีปัจจัยมากมาย เช่น ทำงานที่ตัวเองไม่ถนัด ทำงานที่ไม่ชอบ โดนหัวหน้างานกดขี่ หรือรู้สึกว่าหน้าที่ที่ตัวเองได้รับมอบหมายนั้นต่ำต้อย ฯลฯ
โดยจะว่าไปแล้ว บริษัทก็เหมือ นกับบ้านหลังที่สองของเรา บางคนใช้ชีวิตในบริษัทมากกว่าที่บ้านซะอีก เพราะต้องตื่นขึ้นมาทำงานตั้งแต่ตี ๔ ตี ๕ กลับถึงบ้านก็ ๒-๓ ทุ่ม วันหนึ่งมี ๒๔ ชั่วโมง หากต้องใช้ชีวิตในการทำงาน (รวมนั่งรถไป-กลับ) วันละ ๑๐ กว่าชั่วโมงแล้ว ถ้าโยมไม่มีความสุขกับงานที่ทำ จึงเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจมากๆ
อาตมาชอบใจคุณยามที่บริษัทแห่งหนึ่งมาก เคยถามเขาว่า ไม่เบื่อเหรอ เปิดประตูทั้งวัน เขาตอบกลับอย่างฉะฉานว่า " ไม่เบื่อหรอกครับท่าน เพราะคนจะเข้าไปที่นี่ได้หรือไม่ได้ มันอยู่ที่ผม ถ้าผมไม่เปิดประตู ไม่อนุญาตหรือบอกไม่ให้เข้า เขาก็ไม่ได้เข้านะ อย่างพระอาจารย์มาบรรยายที่นี่ ผมไม่ให้เข้าก็ได้ ... แต่ผมให้เข้าครับ " ( แล้วไป)
อาตมาจึงไม่แปลกใจเลย เวลาไปทำธุระที่บริษัทนี้ทีไร มักเห็นเจ้าหมอนี่ ทำหน้าที่ตัวเองอย่างกระตือรือร้น ก็เพราะเขามีทัศนคติที่ดีต่อหน้าที่ เห็นความสำคัญของตัวเอง จึงทำให้เขาทำงานได้อย่างมีความสุข (แถมมีมุขอำกลับอาตมาอีกต่างหาก)
ดังนั้นอาตมาจึงอยากจะหนุนใจญาติโยมที่กำลังรู้สึกย่ำแย่กับงานของตัวเองว่า
ถ้าเราทำงานจนเมื่อยมือเหลือเกิน
ก็จงดีใจเถอะ ที่มีมือให้เมื่อย
ถ้าเราเดินไปเดินมาจนปวดขาเหลือเกิน
ก็จงดีใจเถอะ ที่มีขาให้ปวด
ถ้าเราเห็นหัวหน้า แล้วเซ็งเหลือเกิน
ก็จงดีใจเถอะ ที่มีหัวหน้าให้เซ็ง
ถ้าเราเห็นงาน แล้วเราเบื่องานเหลือเกิน
ก็จงดีใจเถอะ ที่มีงานให้เบื่อ
เพราะหลายคนพอไม่มีงานให้ทำ ก็จะประท้วงกัน อยากทำงาน ! อยากทำงาน ! ดังนั้นเมื่อคุณโยมมีโอกาสทำแล้ว ก็จงทำให้ดีที่สุด เริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนทัศนคติต่องานที่ทำก่อน เห็นความสำคัญของหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้ได้ ทำมันอย่างเต็มที่และดีที่สุด เหมือนดั่งคุณยามที่อาตมายกมาเป็นตัวอย่างข้างต้น
อาตมาเคยอ่านเจอคำแนะนำของท่านพระธรรมปิฎก ( ป.อ.ประยุตฺโต) ในหนังสือเล่มหนึ่ง ท่านเขียนชี้แนะไว้ว่า
งานมีผลตอบแทนสองชั้นด้วยกัน
ผลตอบแทนชั้นที่ ๑ คือ ตอนเงินเดือนออก นี่คือความสุขชั้นที่หนึ่ง ซึ่งหลายๆ คนมีความสุขในการทำงานแค่วันนั้นวันเดียว แต่ถ้าเราสามารถพัฒนาตัวเองไปพร้อมกับงานได้ มันก็จะก้าวไปสู่อีกระดับ อันนำมาซึ่งผลตอบแทนหรือความสุขชั้นที่ ๒ นั่นเอง
หนึ่งเดือน คุณโยมอยากมีความสุขเพียง ๑ ชั้น หรือ ๒ ชั้น ก็เลือกเอาตามใจชอบเลย
เจริญพร.