วันพฤหัสบดีที่ ๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๒

ชีวิตได้ดีถ้ารู้ทันจิต

มนุษย์ทุกคนอยากมีชีวิตที่ได้ดี นี่เป็นสัจจะวาจา แต่คำว่า “ชีวิตได้ดี” คืออะไร คำว่าได้ดีนั้นหมายถึงได้อะไร แล้วได้อะไรจึงจะดีได้

การรู้ทันจิต” หมายถึงอะไร และคำว่า “จิต” นี่แปลว่าอะไร การรู้ทันจิตรู้ทันอะไรล่ะ อะไรที่เกี่ยวกับจิต มันเป็นการยากที่บุคคลจะรู้เท่าทันจิต แค่เฝ้ามองการปรุงแต่งจิต (สังขาร) ก็ยากแล้ว นี่กลับต้องรู้ทันจิตอีกมันยากยิ่งกว่า แต่พระพุทธสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ท่านก็มุ่งเน้นให้เรารู้ทันจิต เข้าใจเรื่องของจิตและให้เข้าไปดูจิตอย่าได้ออกนอกจิต อีกทั้งเข้าไปดูจิตในจิตอีก งงไปกันใหญ่ ยากไปกันใหญ่ อะไรคือจิตในจิต ถ้าค้นเจอทุกอย่างหยุด ทุกอย่างหยุดจริงๆ

เพียงสองประโยคสั้นๆนี้ ถ้าเข้าถึงท่านก็จะพบกับความสุขที่สมบูรณ์และเป็นความสุขที่ปลอดทุกข์หรือทุกข์น้อยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน การรู้ทันจิตในความหมายทางธรรมะนี้คือ การรู้อย่างผู้มีสติ มีคุณธรรม มีศีลรักษา มีธรรมคุ้มครองและมีจรรยาจริยะงดงาม ไม่งุ่มง่ามเซอะซะ ไม่ใช่การรู้ทันจิตอย่างโลกๆ ที่มีแต่ทำตามจิตตามใจอันทยานอยากไม่รู้จักพอไม่จบสิ้นยิ่งมียิ่งหิว ยิ่งมียิ่งหิวจริงๆ นี่ก็ต้องอธิบายกันเสียก่อนเดี๋ยวจะสับสนปนเป เปรอะเปลื้อนกันไปหมด

การที่จะทำให้ชีวิตได้ดีและดีได้จากการรู้ทันจิต นั้นก็ต้องมีการฝึกฝน มีการเฝ้ามอง ตรึกตรอง ใคร่ครวญ อย่างจริงจัง บางครั้งต้องใช้เวลาเป็นเดือนเป็นปีหรือตลอดไป แต่ยืนยันได้ว่าถ้าท่านได้กระทำการเฝ้าดูรู้ทันจิต บอกตัวเองได้ว่านั่นเป็นทางสายบุญหรือทางสายบาป (หมายถึงจิตคิดดี-คิดชั่ว) สิ่งนั้นทำแล้วเป็นทุกข์หรือไม่ เพียงนี้ท่านก็มีทุกข์น้อยลง สร้างบาปได้ยากขึ้น สิ่งใดเป็นเหตุแห่งความชั่ว เป็นบาป เป็นกรรมดำ อันเลวทรามแล้วเราจะไม่ไปในทางนั้น แต่เราจะหมั่นเพียรสร้างกรรมขาวและจะหมั่นเพียรละกรรมดำให้หมดสิ้นจากสันดาน เราจะเพียรสร้างและกระทำจิตใจให้ขาวรอบ อันเป็นบุญกุศล เป็นความดับเย็น ดังคำพระพุทธพจน์แห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าในคราวให้โอวาทะปาฏิโมกข์นั้น
ทุกชีวิตอยากได้ดีไม่มีใครอยากได้ชั่ว แต่การได้ดีต้องตั้งอยู่บนศีลธรรมอันดีงาม บนความถูกต้อง เมื่อดีงามถูกต้องก็ได้ดีแน่นอนจะได้ชั่วนั้นเป็นไปไม่ได้ อย่างน้อยใจของตัวเองก็อิ่มเอม อาบสุข นั่งเป็นสุข นอนเป็นสุข ไม่ตกใจหวาดผวาหวั่นกลัวกับสิ่งใดๆ แม้ความตายจะอยู่ตรงหน้าก็สงบเย็น เพราะมั่นใจว่าไม่ตกไปสู่โลกที่ชั่ว มีสุขคติภพเป็นที่หมายอย่างไม่ต้องสงสัย ในสังคมปัจจุบัน บางคนให้ความสำคัญกับวัตถุสิ่งของ เงินทอง มากกว่าสิ่งใดๆทั้งหมด จึงเกิดเป็นค่านิยมที่ผิดไป ความจริงชีวิตยังต้องมีส่วนประกอบอะไรอีกหลายอย่างจึงทำให้ชีวิตมีความสมบูรณ์สมที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์เป็นคน ทำไมบางคนมีพร้อมทุกอย่างทั้งบ้านหลังโต รถยนต์คันโก้หรู เงินทองล้นหลาม ชื่อเสียงเกียรติยศและอะไรอีกมากมาย แต่ยังหาที่พึ่งอันแท้จริงของชีวิตไม่ได้ คนเหล่านี้ยังโหยหา อ้างว้าง ว้าเหว่ หิวโหยไม่อิ่มใจและจิตใจยังร้อนรนอยู่ ชีวิตยังมีน้ำตาไหลอาบแก้ม นั่นเป็นเพราะอะไร เพราะเรารู้ไม่ทันจิตใช่หรือไม่ เพราะชีวิตยังไม่ได้ดีใช่หรือไม่ เงินทองข้าวของทั้งหมดที่ทุ่มอุตส่าห์หามาแทบตายนั้นช่วยอะไรไม่ได้เลย มันเป็นแต่สิ่งที่สมมุติเหมือนว่าทำให้เรามีสุข มันก็สุขภายนอกเป็นสุขปัจจัยของการดำรงไว้ในสังคม หรือสุขปัจจัยของการดำรงไว้ในชีวิต ต้องแยกให้ออก เมื่อไรเราจึงจะพบสุขที่แท้จริง เมื่อไรใจเราจึงอิ่ม ใจเราจึงพอ

การรู้ทันจิต เป็นวิธีเดียวที่จะทำให้เราพ้นทุกข์ได้และเป็นมหากุศลอันยิ่งใหญ่ การที่เราฝึกสมาธินั้นแท้จริงเราฝึกอะไรและฝึกสมาธิเพื่ออะไร การฝึกสมาธิ มิใช่การฝึกแค่เพียงให้เรานั่งได้นาน ยืนได้นาน เดินได้นานกว่าคนอื่น แต่การฝึกสมาธิ คือ การฝึกจิตให้เกิดปัญญา เกิดความรู้ในความเป็นจริง เกิดความเบื่อหน่ายในการเวียนว่ายตายเกิด ชีวิตมีอะไรที่เป็นจริงแต่เรามองข้าม เราคิดว่าตนจะไม่แก่ ไม่เจ็บและไม่ตาย ของที่เรารักต้องอยู่กับเราตลอดไป สิ่งที่เราไม่อยากให้เกิดเราจะควบคุมไม่ให้เกิดให้จงได้ ค้นหาวิถีทางที่จะให้ตนเองเป็นอมตะนั่นคือการหลอกตนเอง ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่ไม่เสื่อมไม่มีจริงๆทุกอย่างล้วนเป็นทุกข์ ล้วนเสื่อมไป แปรเปลี่ยนไปทุกวันทุกเวลา ไม่ว่าสิ่งนั้นจะมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตก็ตาม

การฝึกสมาธิเป็นการฝึกจิต ดูจิต-ดูกาย ดูรูปธรรม-นามธรรม อะไรคือรูปธรรม-นามธรรม เวลาที่พ่อแม่ครูบาอาจารย์พูดว่า รูปธรรม รู้ไม๊ว่ารูปธรรมคืออะไร เวลาที่กล่าวว่า นามธรรม รู้ไม๊ว่านามธรรมคืออะไร ทำไมต้องแยกรูปแยกนาม หลายคนเคยได้ยินพ่อแม่ครูอาจารย์สอนว่า กายเจ็บใจไม่เจ็บ กายป่วยใจไม่ป่วย กายเคลื่อนใจไม่เคลื่อน นั่นแปลว่าอะไร ดูกายในกายแปลว่าอะไร ดูจิตในจิตแปลว่าอะไรยิ่งพูดยิ่งงงยิ่งสงสัยยิ่งสับสนแต่ก็ทนทำกันต่อไป บางท่านเข้าใจไปไกลกว่านั้นอีกว่า ตนนั่งได้นานเป็นชั่วโมงๆนั่นได้สมาธิแล้ว นั่งเห็นนางฟ้าเทวดา เห็นสวรรค์วิมานหรืออะไรก็ตามตนสำเร็จแล้ว กำลังเข้าใจอะไรผิดไปรึเปล่า เดินจงกลมตั้งนานได้อะไรบ้าง ได้เดิน เมื่อยก็เมื่อย ร้อนก็ร้อนได้อะไร ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ ได้อะไรเกิดสติในการปฏิบัติเกิดดวงปัญญาหรือไม่ เวลานั่งสมาธิได้อะไร ปวดหัวเข่า ปวดเอว ปวดคอ ปวดไปหมดทั้งตัว แถมยังต้องอดหลับอดนอน อดข้าวเย็น ต้องอยู่ในกฎระเบียบวินัย ถูกบีบคั้นสารพัดทนไปทำไม เวลาทำบุญทำทานยังต้องเสียสละสิ่งของอันมีค่าอีก ตอนทำบุญเอาจิตไปไว้ไหน ไว้ที่ผลตอบแทนของบุญว่า อยากได้อะไรก็อธิฐานเอาอย่างนั้นหรือ ท่านได้เกิดสติในการปฏิบัติเกิดดวงปัญญาหรือไม่ สรุป ตามจิตทันไม๊นี่ แท้จริงจิตต้องการอะไร จิตค้นหาอะไร จิตในจิตอยู่ที่ไหน เหนื่อยไม๊กับการวิ่งตามกระแสของโลก สุดท้ายวิ่งเข้าวัดตามหาความสงบ ค้นหาจิตของตัวเอง ไปหาที่วัด ไปรดน้ำมนต์ ไปสะเดาะเคราะห์ ไปบวชแก้บนแก้กรรม ไปหาวัตถุมงคลและไปดูดวง มันใช่หรือมันถูกทางแล้วหรือ เข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า จิตอยู่กับตัวอยู่ในกายในใจของตัวไม่ได้อยู่ที่ไหน แต่การที่เราไปวัดไปปฏิบัติธรรมเพื่อเรียนรู้ธรรมะที่พระพุทธเจ้าท่านรู้แจ้งแล้วนำมาประกาศสั่งสอน ให้โลกได้รู้ความจริงเลิกหลงงมงายกับสิ่งสมมุติต่างๆ ยิ่งพูดยิ่งงงสรุปต้องลองปฏิบัติดู ตามคำสั่งสอนของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ เดินตามพระบาทขององค์พระศาสดา น้อมจิตน้อมใจให้เป็นผู้ว่าง่ายและสร้างศรัทธาในพระธรรมก่อน อย่าเพิ่งติดสงสัยและอย่าเพิ่งปิดทางตันกับใจ
ธรรมะขององค์พระพุทธสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นของสูงเป็นสัจจะวาจา เป็นของทันสมัยตลอดเวลาไม่มีการตกยุค ใช้ได้กับทุกเพศทุกวัย มีเงื่อนไขเพียงว่าเราต้องเป็นผู้ปฏิบัติเอง เมื่อปฏิบัติแล้วก็จะรู้เองเห็นเอง ทำทันทีได้ทันที บอกให้คนอื่นปฏิบัติแทนก็ไม่ได้และที่สำคัญกว่านั้นต้องปฏิบัติอย่างจริงจังต่อเนื่องทำเล่นๆคงไม่ได้ของจริง ถ้าได้ก็ได้ของเล่นๆเหมือนกัน ต้องทำอย่างมีปัญญา แล้วปัญญาอยู่ที่ไหนอยู่ที่จิตในจิตไง แล้วจะเห็นจิตในจิตได้อย่างไร อันนี้ท่านต้องตั้งปณิธานและตั้งใจปฏิบัติธรรมกันอย่างจริงจัง เรื่องนี้มิใช่จะมาพูดกันคำสองคำแล้วจะเห็นได้ ทุกอย่างล้วนมีขั้นตอน มีวิธี มีภาวะ และมีเจตนาบวกกับความศรัทธา เมื่อทุกอย่างประกอบพร้อมขึ้นเป็นพลังธรรมในใจในกายหมายจะมอบกายถวายชีวิตแด่พระรัตนะตรัยแล้ว ณ บัดนั้นท่านก็คงค้นพบจิตในจิต กายในกายได้ไม่ยาก
ขอคุณธรรมอันประเสริฐแห่งพระรัตนะตรัยจงปรากฏเป็นแสงแห่งธรรมอันสว่างๆไสวที่สุดเหลือที่จะประมาณได้ บังเกิดเป็นรัศมีอันกว้างใหญ่ไพศาลผ่านไปทุกภพภูมิเพื่อให้หมู่สัตว์ผู้พอจะมีบารมีในธรรมได้รู้แจ้งในธรรมที่พระพุทธเจ้าได้รู้แล้วนั้นตามบุญวาสนาของแต่ละคนนั้นๆเทอญ.

ผู้มอบกายถวายชีวิตแด่พระรัตนะตรัยย่อมได้รับความสุขจริงทั้งในชาตินี้และชาติหน้า
เกษแก้ว ศรัทธาโพธิธรรม

วันพุธที่ ๒๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๒

ความริษยา

วันนี้เราจะมาพูดกันในเรื่องของอารมณ์ริษยา ซึ่งเป็นอารมณ์ในเชิงอกุศลอีกประเภทหนึ่งที่ไม่แพ้อารมณ์ร้อนร้ายแรงอย่างอื่นๆเช่น อารมณ์อาฆาต อารมณ์พยาบาท อารมณ์โกรธ อารมณ์คับแค้นขุ่นเคืองต่างๆรวมทั้งอารมณ์น้อยอกน้อยใจทั้งหลาย อารมณ์เช่นนี้เกิดที่ใดเดือดร้อนที่นั่น อาการทางกายก็หาความสงบไม่ได้ จะนั่ง ยืน เดิน นอนก้อหาความสุขสบายใจไม่ได้เลย เพราะความร้อนที่เข้ามาเผาผลาญจิตใจผู้ที่เป็นเจ้าของอารมณ์นั้น ไฟแห่งความริษยาจะเผาไหม้ใจตนเองแต่ผู้เดียว คนอื่นเขาสบายดีไม่เดือดร้อน ถ้าเป็นเช่นนั้น ถือว่า ท่านล้มละลายในชีวิตทีเดียวล่ะ

เมื่อเรากล่าวถึงคำว่า “อารมณ์” มันก็หมายถึงอารมณ์ดี(สุข) อารมณ์ร้าย(ทุกข์) และทั้งไม่ดีไม่ร้าย(เฉยๆ) ถ้าเป็นอารมณ์ดีทุกอย่างก็ดูชื่นบานสดใส ร่มเย็น แต่เมื่อไรที่เป็นอารมณ์ร้าย ดูเหมือนทุกอย่างจะพังพินาจไปหมดสิ้น ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ดีหรืออารมณ์ร้ายก็ตามทุกอย่างถูกปรุงแต่งขึ้นจากจิต ปรุงแต่งขึ้นจนเป็นสังขารเกิดมีตัวตน มีตัวกูขึ้นมาทันที ผูกแน่นยึดมั่นอยู่กับตัวกูอย่างมั่นคงแน่นหนาจนที่สุดปัญญาค่อยๆมืดบอด ถึงที่สุดไม่มีปัญญา หมดปัญญา ไม่เอาแล้วแสงธรรม คุณธรรม จริยธรรม ธรรมะใดๆก็ไม่เอาจะเอาแต่ตัวกูเท่านั้น หันมาพูดกันต่อเรื่องของ อารมณ์ริษยา หรือ ความริษยา อะไรคือริษยา เชื่อว่าทุกคนเคยมีอารมณ์นี้ อย่างน้อยก็ครั้งหนึ่งในชีวิต อารมณ์ริษยามักเกิดขึ้นในขณะที่ตนเองเผลอใจ เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ วัตถุปัจจัยสิ่งของ รูปร่างหน้าตา ความสุขความสบาย ยศฐาบรรดาศักดิ์ ความร่ำรวยเงินทองและต่างๆอีกมากมาย ไม่ยินดีในสิ่งที่ตนมี ไม่มั่นคงในตนเอง ไม่นับถือตนเอง ไม่รู้จักพอ อยากได้ อยากมี อยากเป็น นี่แหละคือเหตุของการเกิดอารมณ์ริษยา ความริษยาเป็นของร้อน เป็นยาพิษ เป็นความฉิบหาย บางครั้งอยากเติมคำว่า ฉิบหายขายตัวไปเลยด้วยซ้ำไป

ความริษยา กับความอิจฉาเป็นสิ่งเดียวกัน จึงมักเรียกให้คล้องจองกันว่า “อิจฉาริษยา” เมื่อไรที่เรารู้จักพอใจในตนเอง พอใจกับสิ่งที่ตัวเองมี เคารพนับถือตนเอง เมื่อนั้นก็ไม่เกิดการเปรียบเทียบ อันนำไปสู่ความน้อยเนื้อต่ำใจเกิดอารมณ์หรืออาการแห่งความอิจฉาริษยาขึ้น ดูอย่างละครหลายๆเรื่องที่เขาต้องมี พระเอก นางเอก ผู้ร้ายและนางร้าย โดยเฉพาะนางร้ายก็จะได้อีกฉายาหนึ่งเป็นนางอิจฉาหรือนางริษยา (แต่ก็แปลกทำไมไม่เรียกตัวผู้ร้ายว่า นายอิจฉา หรือ นายริษยาบ้าง)

เหตุใดเราจึงมีความริษยาเคยลองคิดทบทวนบ้างหรือไม่ ส่วนมากมักลืมตัวกันทั้งนั้นปล่อยให้จิตใจเป็นไปตามอารมณ์ ความริษยาก็เป็นอารมณ์อย่างหนึ่งที่เข้ามาครอบงำจิตใจของเรา จุดเริ่มต้นน่าจะมาจากเราไม่สำรวมกายและไม่สำรวมใจ ขาดสติไม่รู้ตัว เพราะไม่กำหนดจิต ไม่กำหนดทวารทั้ง 5 ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจ ทำไมเราจึงต้องมีสติและต้องคอยกำหนดจิต เพราะเหตุว่าจิตของเราอยู่ใต้บังคับ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ถ้ารู้ไม่ทัน จิตก็หลง ดึงจิตไม่ทันจิตจะฟุ้ง คิดดูเผินๆเหมือนว่าจะทำได้ง่ายแต่แท้ทิ่จริงยาก เรื่องการกำหนดทวารทั้ง 5 นั้นต้องมีการฝึกฝนอบรมบ่มนิสัยอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นนิสัย เป็นคนคิดก่อนทำไม่เผลอสติ ตรึกตรองยั้งคิดก่อนว่าสิ่งใดเป็นประโยชน์ไม่ขัดต่อศีลธรรมและกฏหมาย กำหนดจิตรู้ทันอารมณ์ ความจริงอยากจะเชิญชวนให้ผู้ที่เข้ามาอ่านบทความของเราได้ฝึกจิต ฝึกปฏิบัติ ฝึกรักษาศีล ฝึกการเป็นผู้ให้ และฝึกอะไรๆที่เป็นบุญ อย่างน้อยเย็นเป็นบุญเกิด เย็นไม่เป็นบาปเกิด และทำอย่างไรจึงเย็นเป็นบุญเกิด นั่นก็คือการละ ลด เลิกทิฐิ แล้วหันมาศึกษาวิถีแห่งพุทธศาสตร์ เดินตามเส้นทางแห่งการดับทุกข์ การพ้นทุกข์ เข้าสู่หนทางแห่งความดับเย็นคือ อริยมรรค มรรคมีองค์ 8 ประการ เหมือนยากแต่จริงๆแล้วถ้าเราพร้อมและมีอ่อนน้อมเริ่มให้ความสำคัญกับการก้าวเดินสู่จุดหมายคือ บรมสุข(ยังไม่ต้องพูดถึงนิพพานในเวลานี้นะเอาแค่สุขปัจจุบันให้สุขจริงทำได้ในชาตินี้ก่อน)
การกำหนดทวารทั้ง 5 ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย
1. ตาเห็นรูป สักว่านั่นคือรูป เอาสติไว้ที่ตา ไม่ผูกจิตมากไปกว่าที่เห็น ไม่หลงรูปมาเป็นการปรุงแต่งอารมณ์
2. หูได้ยิน สักว่านั่นคือเสียง เอาสติไว้ที่หู ไม่ผูกจิตมากไปกว่าที่ได้ยิน ไม่หลงในเสียงมาเป็นการปรุงแต่งอารมณ์
3. จมูกได้กลิ่น สักว่านั่นคือกลิ่น เอาสติไว้ที่จมูกไม่ผูกจิตมากไปกว่าที่ได้กลิ่น ไม่หลงในกลิ่นมาเป็นการปรุงแต่งอารมณ์
4. ลิ้นได้รส สักว่านั่นคือรส เอาสติไว้ที่ลิ้น ไม่ผูกจิตมากไปกว่าที่ได้ลิ้มรส ไม่หลงในรสมาเป็นการปรุงแต่งอารมณ์
5. กายได้สัมผัส สักว่านั่นคือการสัมผัสถูกกาย ว่าเย็น ร้อน อ่อน แข็ง เป็นเรื่องของธรรมชาติ ตั้งสติไว้ที่กาย ไม่หลงในการสัมผัสมาเป็นการปรุงแต่งอารมณ์

ทำไมต้องกำหนดจิตดังนี้และต้องตั้งสติให้เท่าทันสิ่งที่สัมผัส เหตุเพราะเราและจิตของเราอยู่ภายใต้ อารมณ์แห่ง ความรัก โลภ โกรธ หลง ทั้งสิ้น ถ้าพิจารณาแล้วสิ่งต่างๆ เกิดจากการไม่รู้จริง นั่นคือโมหะ(ความไม่รู้ ความหลง)ต่อมาเป็นความถูกใจรักใคร่ยินดี คือ โลภะ(ความโลภ อยากได้ อยากมี อยากเป็น) และสุดท้ายปรุงแต่ง เป็นโทสะ(ความโกรธ ความพยาบาท ความมุ่งร้าย) เมื่อไม่ได้มาหรือได้มาแล้วต้องเสียไปให้ขัดเคืองในอารมณ์เกิดเป็นความร้อน ความร้ายตามมา

และนี่คือยาแก้ริษยาเลิกเปรียบเทียบ เลิกน้อยอกน้อยใจ เลิกทะเยอทะยานแบบผิดๆ และที่สุดให้มีเมตตาต่อตนเองและผู้อื่น สรรพสัตว์ทั้งหลายย่อมมีวาสนา มีบุญกุศลติดตามมาตนมาแต่ชาติปางก่อนกันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ก็ตาม แข่งเรือแข่งพายแข่งได้แต่แข่งบุญแข่งวาสนานั้นแข่งยาก ณ วันนี้ชาตินี้ต่างหากที่สำคัญว่าเราสร้างบุญบารมีวาสนาของตนหรือยัง บุญซื้อไม่ได้ขายไม่ได้ ใช่สักแต่ว่ามีเงินทองมีอำนาจลาภยศก้อจะสำเร็จ หรือทำบุญให้เหนือกว่าคนอื่นมากกว่าคนอื่นแล้วจะสำเร็จเป็นมรรคเป็นผล แต่จะทำอย่างไรให้บุญที่สร้างขาวสะอาดที่สุดบริสุทธิ์ปราศจากราคิน เป็นบุญใสดังแก้วกัลปพฤกษ์นั่นคือ บุญสำเร็จได้ด้วยปัญญา เจตตาอันศรัทธาในพระรัตนตรัยแท้ การไม่ทำบาปทั้งปวง การทำกุศลให้ยิ่ง และการทำจิตใจให้ขาวรอบนั่นคือ หัวใจของบุญ

ความเมตตาต่อตนเองและเมตตาต่อผู้อื่นเสมอด้วยตนเอง คือ มหาบุญ มหากุศล ที่ไม่มีขายที่ไหนนอกจากจิตใจของตนเอง เมตตาธรรมค้ำจุนโลก คือ สัจจะวาจาที่ไม่เคยล้าสมัย


ขอบารมีธรรมจงรักษาคนรักษาธรรม
เกษแก้ว ศรัทธาโพธิธรรม

วันอังคารที่ ๑๓ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๒

เมตตาธรรมจากพลโลก

เมตตาธรรมจากพลโลก

เพียงกล่าวคำว่า “เมตตา” ทุกคนส่วนมากก็รู้สึกได้ถึงความเย็นและความสุข คำว่า เมตตา ทำให้จิตใจคลายจากความเร่าร้อนได้ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าแปลกใจน่าแปลกประหลาดสิ่งที่ควรสังเกตุน่าพิจารณาคำเดียวคำนี้ คือคำว่าเมตตาทำไมถึงมีอิทธิพลต่อจิตใจได้ของคนและสัตว์ทั้งหลายได้อย่างมากมายเพียงนี้ แน่นอนไม่มีใครชื่นชอบหรือยินดีกับความร้อนของความอาฆาตพยาบาทความริษยาต่างๆพอกล่าวคำว่า อาฆาตพยาบาทเหล่านี้ก็ร้อนอกร้อนใจได้ทันทีเช่นกันทั้งๆที่มีเหตุหรือไม่มีเหตุแค่ได้ยินก็ร้อนแล้ว

ความเมตตากรุณา เป็นความสุขอย่างยิ่ง มันเป็นสุขอย่างยิ่งได้อย่างไร นั่นคือสิ่งที่เราจะมาพูดกันในวันนี้ ใครบ้างไม่อยากให้คนอื่นมารักมาเมตตาตนเอง ทุกคนล้วนอยากได้รับความเมตตาจากผู้อื่น และจะมาสักกี่คนที่อยากจะมอบความเมตตาอย่างไม่มีสิ้นสุดให้กับคนอื่นๆเช่นกัน โดยมากแล้วปุถุชนนิยมการเป็นผู้รับมากกว่าการเป็นผู้ให้ แต่ถ้าหากต้องให้แล้วล่ะก้อมักจะมีเลศอยู่ภายในว่า จะได้รับอะไรเป็นสิ่งตอบแทน จะมากจะน้อยก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ตนหยิบยื่นออกไป เมื่อไม่ได้สิ่งตอบแทนความเมตตานั้นก็ดูน่าเสียดาย น่าเสียหายไปเสียนั่น ช่างน่าขำเมื่อเมตตาแล้วทำไมต้องมีการหวังสิ่งตอบแทนด้วยเล่า ถ้าหวังผลก็ไม่เรียกว่า เมตตา กรุณาน่ะสิ

เมตตาธรรมค้ำจุนโลก” ลองมาพินิจพิจารณาคำว่า เมตตาธรรมค้ำจุนโลก กันดูบ้าง ความเมตตาจะค้ำจุนโลกได้อย่างไร ลองนึกถึงภาพของคำว่าค้ำจุน ค้ำจุน คงเป็นภาพของคนยืนอยู่ แล้วยื่นแขนออกไปเหนือศรีษะเพื่อยกหรือแบกโลกไว้ แต่โลกมันใบใหญ่มากก็คงต้องใช้คนหลายๆคนหรือคนทั้งโลกให้มาช่วยกันยื่นแขนออกไปยกหรือแบกหรือค้ำโลกไว้ แต่ถ้าทำเช่นนั้นนานๆคงไม่ไหว เพราะอาการของทุกขเวทนาจะเกิดขึ้น เช่น ความปวดเมื่อย ความเบื่อหน่ายและอ่อนล้า เกิดการบ่ายเบี่ยง ที่สุดคือหมดแรง แล้วต่างคนคงเอามือลงปล่อยให้โลกเป็นไปตามยถากรรมต่อไป ก็ทำไมเป็นเช่นนั้น นั่นเพราะคนยังไม่เห็นประโยชน์ของการมีเมตตากรุณา และการช่วยเหลือกันในระหว่างพลโลก การเสียสละส่วนตัวเล็กๆน้อยๆเพื่อยังประโยชน์ให้กับผู้อื่น เพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง เพราะยังหาคำตอบไม่ได้ว่าทำแล้วได้อะไร นี่คือสิ่งที่น่ากลัว มันน่ากลัวและน่ารังเกียจอีกด้วย เมื่อท่านกล่าวว่า ทำแล้วได้อะไร จะมีใครเห็นหรือไม่ นั่นหมายถึงถ้าไม่มีใครเห็นไม่ได้รับผลประโยชน์ก็ไม่ต้องเสียสละไม่ต้องเมตตาเช่นนั้นหรือ

เมตตาธรรมจากพลโลก พลโลกหมายถึงอะไร เกี่ยวข้องอะไรกับเราด้วย ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า พลโลก ดังนั้นนั่นหมายถึง ทุกคน ทุกบ้าน ทุกตำบล-อำเภอ และทุกประเทศชาติ ทุกชนเผ่า ทุกสีผิว ทุกชั้นวรรณะ ไม่มีแบ่งแยกนั่นคือพลโลก เราทุกคนอยู่ในบ้านหลังเดียวกันนี่เป็นบ้านหลังใหญ่ มีฟ้าเป็นพ่อ มีแผ่นดินเป็นแม่ และมีทรัพย์พยากรณ์ธรรมชาติเป็นญาติพี่น้องของเรา แต่พวกเรากลับไม่รักพ่อไม่รักแม่ไม่รักพี่น้องของตัวเอง มีจิตคิดเข่นฆ่าญาติร่วมสายโลหิตกันเองตลอดเวลา ทำไมจึงกล่าวเช่นนั้น ลองมาพิจารณาดู เริ่มต้นจากการเกิดเมื่อเราจุติลงสู่ครรภ์มารดา ท่านก็เริ่มรับประทานอาหาร น้ำ หายใจเอาอากาศเข้าสู่ร่างกาย โดยผ่านจากร่างกายของมารดา ซึ่งมีบิดาเป็นผู้บำรุงเลี้ยงอีกทอดหนึ่ง สิ่งใดบ้างที่เรารับประทานลงไปหรือสูดอากาศหายใจเข้าไป เชื่อมโยงจากธรรมชาติและพลโลกทั้งสิ้น ท่านลองขึ้นไปบนเครื่องบินแล้วมองลงมาท่านจะเห็นเส้นใยแห่งชีวิตที่เชื่อมโยงอยู่บนพื้นผิวโลกเฉกเช่นกับใยแมงมุมสานต่อกันไปตลอดครอบคลุมทั่วโลกทั้งใบ ทุกอย่างล้วนเกี่ยวเนื่องและมีผลกระทบแก่กันและกันทั้งสิ้น เมื่อมีชีวิตอยู่จะนั่ง เดิน ยืน นอนล้วนต้องสัมผัสกับแผ่นดิน อากาศ และน้ำ เป็นกระแสคลื่นต่อเนื่องกันไปไม่หยุดและไม่มีที่สิ้นสุด ทุกอย่างสัมผัสกันอย่างไม่มีช่องว่างแม้เพียงปลายเข็มลอดได้ เมื่อตายก็สลายกลับกลายไปเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ย่อยสลายกลายเป็นธาตุ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ พืชพันธุ์ธัญญาหาร สรรพสัตว์ทั้งหลายและกระทั้งอากาศ ล้วนเป็นเลือดเนื้อและชีวิตของญาติพี่น้องและตัวเราเองทั้งสิ้นที่เวียนว่ายตายเกิดหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนไปมา ท่านรู้หรือไม่ว่าบางครั้งที่นั่งที่นอนที่ยืนที่เดินในขณะนี้อาจจะเป็นบริเวณที่เราเคยฝังศพตัวเองไว้แต่อดีตชาติ หรือหมู หมา กาไก่ที่เรากินหรือเลี้ยงดูอยู่นั้นอาจจะเป็นพ่อ แม่ พี่น้องของเราก็ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ชวนคิด ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามทุกอนูธาตุ ทั้งของเราเองและของผู้อื่นล้วนหมุนเวียนมาสู่ตัวเราเองทั้งสิ้น ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นร่างกาย ทรัพย์สิน กระทั่งมูตรคูต(ของเสียในกาย) ต่างๆเหล่านี้ ก็จะถูกจัดสรรวนเวียนมาสู่ตัวเราอีกทุกครั้งที่เราเกิดอยูนั่นเอง ไม่มีอะไรหายไปอย่างไร้ร่องรอย ทุกอย่างเวียนว่ายตายเกิดวนเวียนไปมาเป็นของส่วนกลางของโลก นั้นก็แสดงว่า การเวียนว่ายตายเกิดมีจริง กฏแห่งกรรมมีจริง ทำไมจึงต้องกลับมากล่าวถึงเรื่องของกฏแห่งกรรมด้วย ก็เจ้ากฎแห่งกรรมนี่แหละคือใจกลาง ศูนย์กลางและเป็นตัวบงการอีกด้วย กฎแห่งกรรมคือต้นเหตุของสรรพสิ่งทั้งปวง ที่ทำให้เกิดอะไรๆต่างๆมากมาย ถ้ากรรมหมดทุกอย่างก็หมด หมดภพ หมดชาติไปด้วย เรื่องกรรมเมื่อไม่มีการเกิดก็ไม่มีกรรม(เป็นสุญญตา)ทุกอย่างเป็นปัจจัยซึ่งกันและกันอย่างไม่มีข้อหลีกเลี่ยง ดังนั้นไม่ว่าพลโลกจะทำอะไรลงไปทั้งดีทั้งชั่วย่อมได้รับผลของกรรมนั้นร่วมกันทั้งหมด ทั้งเปิดเผยและแอบแผงในเชิงบวกและลบเสมอ แต่วันนี้เราพูดกันในเรื่องของพลโลก ดังนั้นจึงเป็นกรรมร่วมกันทั้งคณะทั้งโลก นอกเสียจากเราออกไปนอกโลก แต่เดี๋ยวนี้ถึงออกไปล่องลอยอยู่นอกโลกในชั้นบรรยากาศก็ยังไม่พ้นเรื่องของกฎแห่งกรรมที่พลโลกสร้างไว้ เพราะในชั้นบรรยาการก็แปรปรวนเหมือนกันเพราะฝีมือของพลโลกทั้งสิ้น ถ้ามองลงไปใต้ดิน ใต้น้ำ ก็ได้รับผลกรรมกันทั่วถึงไปหมด หวั่นไหว น่าหวาดเสียวและน่าหวาดกลัว ผลกรรมของพลโลกที่สร้างไว้อย่างขาดความยั้งคิด ที่พูดทั้งหมดนี้เหมือนกับว่าจะมารณรงค์ให้รักธรรมชาติ อนุรักษ์ธรรมชาติ รักโลก ใบน้อยที่อาภัพเพราะมีคนไม่เห็นคุณค่าไม่เห็นคุณประโยชน์และบุญคุณของโลก นั่นก็ส่วนหนึ่ง แต่ที่ตั้งใจจริงมันมากกว่านั้น คือ ต้องการรณรงค์ให้ทุกคนเจริญเมตตา เจริญกรุณาต่างหาก

ความเมตตากรุณา คือความปราถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ และปราถนาที่จะให้ผู้อื่นมีความสุข ผู้อื่นคือคนอื่นและกระทั่งตนเองก็อยากพ้นทุกข์และมีความสุขเฉกเช่นกันมิใช่หรือ ถ้าทุกคนมีใจเมตตากรุณาโดยทั่วกันที่สุดก็เป็นวงกลมวนมาบรรจบที่ตัวเราประโยชน์ต่างๆย่อมไม่ไปไหนเสีย พลโลกและทรัพย์พยากรณ์ของโลก ก็มีความสุข มีความสมัคคี มีความสงบเย็นสบายโดยทั่วทุกชาติ ทุกบ้านเรือนที่สุดทุกชีวิตล้วนปลอดภัยมีความสุข แต่ถ้าไม่เช่นนั้นมัวแต่กอบโกยเพราะเอาประโยชน์ใส่ตัวโยนโทษให้ผู้อื่นซึ่งจริงๆแล้วจะโยนไปไหนก็วนเวียนกลับมายังตัวเราเองเสมอเพราะทุกอย่างล้วนร่วมกันดังที่กล่าวข้างต้น ดังนั้น โลกก็เดือดดาลเกิดความเดือดร้อนเกิดเป็นเพทภัยต่างๆ อย่างที่มนุษย์ทุกคนต้องได้รับกรรมอย่างน่าเศร้าสลดใจดังที่ผ่านๆมา เพียงพวกเราเมตตากรุณากันและกัน เผื่อแผ่ เผยแผ่ความเมตตาไปยังธรรมชาติรอบตัว ระวังทั้งการสร้าง(วัตถุ) และการทำลาย(ธรรมชาติ)เท่านี้ความเมตตาก็จะค้ำจุนโลก เมื่อโลกได้รับความเมตตาพวกเราก็จะ สงบ สุข สบาย และพ้นจากภัยมืดที่น่ากลัวทุกประการ ช่วยกันหยิบยื่นความเมตตาขึ้นไว้เหนือศรีษะให้เกิดเป็นเครื่องค้ำยัน ค้ำจุนโลกกันเถอะ วันนี้เรามีเมตตาแล้วหรือยัง

ขอให้ทุกท่านที่เจริญเมตตากรุณา จงได้รับความรักและความเมตตากรุณาเป็นสิ่งตอบแทนทุกท่านทุกคนเทอญ.

เกษแก้ว ศรัทธาโพธิธรรม

วันพุธที่ ๒๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

ความอาฆาตเป็นไฟ-ดับได้เย็นสบาย

ชีวิตเป็นของไม่ยั่งยืน, ความตายเป็นของยั่งยืน, อันเราจะพึงตายเป็นแท้, ชีวิตของเรา มีความตาย เป็นที่สุดรอบ, ชีวิตของเราเป็นของไม่เที่ยง, ความตายของเราเป็นของเที่ยง, ควรที่จะสังเวช,ร่างกายนี้, มิได้ตั้งอยู่นาน, ครั้นปราศจากวิญญาณ, อันเขาทิ้งเสียแล้ว, จักนอนทับ, ซึ่งแผ่นดิน, ประดุจดังว่าท่อนไม้และท่อนฟืน, หาประโยชน์มิได้, สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ, มีความเกิดขึ้นแล้วมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา, ครั้นเกิดขึ้นแล้ว ย่อมดับไป, ความเข้าไปสงบระงับ สังขารทั้งหลายเป็นความสุขอย่างยิ่ง

นี่คือคำแปลบทพระธรรมจากส่วนหนึ่งของบทพิจารณาสังขาร อ่านแล้วรู้สึกอย่างไร สำหรับผู้เขียนรู้สึกทันทีที่อ่านจบว่า ชีวิตนี้สั้นหนอ ชีวิตนี้มีความตายเป็นที่สุดหนอ และชีวิตที่เหลือจากนี้ไปไม่เที่ยงหนอ นี่คือความรู้สึกส่วนตัวซึ่งเกิดขึ้นอย่างเด่นชัดไม่มีอะไรเด่นกว่านี้อีกแล้ว สุดท้ายยังรู้สึกอีกว่า เรามีความตายเป็นของเที่ยงจริงๆ ต่อจากนี้ไปทุกลมหายใจ เข้า-ออกล้วนต้องมีประโยชน์เพียงฝ่ายเดียว หากเป็นสิ่งที่ชั่วขุ่นมัวเราของดเว้น หากเป็นสิ่งดีสิ่งประเสริฐต่อตนและต่อผู้อื่นจะรีบขวนขวายเร่งกระทำต่อไปจนกว่าความตายที่เป็นของเที่ยงจะมาถึง เพื่อหัวใจที่สงบและสะอาดเท่านั้น

ครั้งหนึ่ง ในชีวิตเราเคยโกรธ ครั้งหนึ่งในชีวิตเราเคยเกลียด ครั้งหนึ่งในชีวิตเราเคยแอบน้อยใจ ครั้งหนึ่งในชีวิตเราเคยอิจฉาริษยา และครั้งหนึ่งในชีวิตเราเคยท้อแท้ถดถอย ครั้งหนึ่งในชีวิตเราเคยอาฆาตพยาบาทจองเวรและคิดชั่วกับผู้อื่นและต่อตนเองจะด้วยเพราะเหตุไรก็ตาม ขอให้สังเกตว่าในขณะนั้น หัวใจมันร้อน พุพอง ปวดแสบปวดร้อน นอนไม่ได้ กินไม่ได้ ดิ้นรนทุรนทุราย ลูบคลำใจทีไรเหมือนมีหนามมาทิ่มแทง นี่หรือความสุขที่เก็บไว้แนบอก แต่ถ้าลองมองย้อนไปตอนที่หัวใจในขณะมีเมตตา กรุณา หรือช่วงเวลาที่ใจมันเฉยๆ ตอนนั้นใจมันสุข นุ่มนวล เย็นสบาย และชุ่มชื้นชื่นอกชื่นใจอิ่มเอิบ อย่างน่าประหลาดและน่าประคับประคองให้อยู่ในใจในกายไปตลอด ท่านเคยรู้สึกอย่างที่พูดนี้หรือไม่
เราเคยพร่ำบ่นหาเหตุผลของความอาภัพในชีวิตต่างๆนานาไหมว่า ทำไมความโชคร้ายจึงต้องมาเกิดขึ้นกับเราด้วย นั่นเพราะเรามัวมองแต่ตัวเอง มองครอบครัวคนรักของตัวเอง มองแต่จิตใจของตัวเอง แทบจะไม่เคยเงยหน้าไปมองสิ่งรอบข้าง คนรอบข้าง สังคมรอบข้างให้กว้างกว่านี้อีกสักนิด มองด้วยจิตใจที่ยุติธรรม และด้วยความเมตตาต่อเพื่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย อย่างจริงจังสักครั้ง พวกเราสนใจแต่ตัวเองเท่านั้น นี่คนส่วนมากมักเป็นเช่นนี้ เมื่อไม่เคยมองคนอื่น โลกก็แคบไปอย่างถนัดตา ทุกอย่างล้วนดึงเข้ามาหาตัวเอง เอาเข้ามา เอาเข้ามา สูญเสียไปไม่ได้ ถ้าต้องมีการเสียก็ต้องมีข้อแลกเปลี่ยนที่พึงพอใจ หากไม่เป็นที่พึงพอใจล้วนขัดใจในทันที นี่แหละหนอผู้ประมาทลืมความตาย การตายเป็นและการตายจาก ทุกอย่างล้วนต้องพลัดพรากไปในที่สุด แม้แต่ตัวเรา ร่างกายของเรา ทรัพย์สมบัติของเรา และ คนรักของเราก็ต้องสละและต้องทิ้งไปในที่สุด ไม่มีอะไรเป็นของเราจริงสักอย่าง ความยึดเป็นทุกข์ ทุกครั้งที่รู้ว่ายึดสังเกตได้ว่าใจมันคับแคบ ใจมันฟั่นเฝือ ใจมันหวาดระแวง เพราะกลัวสิ่งที่ยึดหายไป ยิ่งถ้าหายไปเพราะถูกยื้อแย่งด้วยแล้ว นอกจากจะรู้สึกสูญเสียแล้วยังเกิดความโกรธแค้น และที่สุดความรู้สึกโกรธแค้นนั้นก็กลายสภาพเป็นความพยาบาทอาฆาต ที่กล่าวเช่นนี้ เพราะ เขาเหล่านั้นไม่เชื่อในธรรม ไม่เข้าใจในกฎแห่งธรรมชาติ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ทรงตรัสไว้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกิดขึ้น ล้วนตั้งอยู่ แล้วดับไปเป็นที่สุด มีรักมีชัง มีได้มามีเสียไป มียกย่องมีนินทา มีดำมีขาว มีได้ยศมีลาภมีเสื่อมยศเสื่อมลาภ นี่คือโลกธรรมแปด ถ้าเข้าใจก็หมดทุกข์ ไฟอาฆาตดับ ความเย็นของสายธารธรรมเข้ามาอาบชโลมใจให้เราได้ร่มเย็นเป็นสุข และที่สุดเกิดความเมตตาต่อตนเองและผู้อื่น โลกก็เกิดสันติสุข สันติสุขที่ใครๆถามหาแต่ไม่มีคนเริ่มต้นสร้างสันติสุข เพราะมัวแต่เกี่ยงกันและชิงดีชิงได้มากกว่ายอมเสียสละ การเป็นผู้ให้และการให้ที่ดีที่สุดนั้นคือ การให้อภัย ทั้งการให้อภัยผู้อื่นและให้อภัยตนเอง ให้โอกาสการเริ่มต้นใหม่กับโลกใบใหม่ของพวกเราทุกคน ทุกอย่างล้วนอยู่ภายใต้กฏแห่งธรรมชาติ คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป นี่คือ กฏแห่งพระไตรลักษณ์

ทีนี้เรามากล่าวถึงเรื่องของความอาฆาต ตัวอาฆาตนี้เป็นตัวอันตรายที่สุด พอกล่าวคำว่า “อาฆาต” ก็ควรต้องมีคำว่า “พยาบาท” เข้ามาด้วยรวมเป็น อาฆาตพยาบาท หรือ พยาบาทอาฆาต เพียงได้พูดคำนี้ อาฆาต หรือ พยาบาท แค่นี้ยังรู้สึกสัมผัสถึงความโหดเหี้ยม ดุร้ายได้ในทันที มันเป็นความรู้สึกอยู่ภายในว่า น่ากลัว ร้อนลุ่มและไม่เป็นสุข เห็นทีความสุขจะไม่มีแน่ถ้าหากมีความอาฆาตพยาบาทเข้ามาใกล้หรือมาสิงสถิตกับเราหรือกับครอบครัวของเรา ความอาฆาตเกิดขึ้นที่ใดที่นั้นล้วนหายนะ ทั้งผู้ที่ผูกอาฆาตและผู้ถูกปองร้ายด้วยความอาฆาตต้องเดือดร้อนด้วยกันทั้งสองฝ่าย ไม่มีใครได้รับความสุขสงบไปได้ ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็น คน สัตว์ หรือวิญญาณ เมื่อไฟอาฆาตเข้ามาแผดเผาก็ล้วนแต่มอดไหม้ด้วยกันทั้งสิ้น ยิ่งอาฆาตมากเท่าไรความเสื่อม ความฉิบหายยิ่งรุนแรงเท่านั้น ไฟแห่งความอาฆาตสร้างความเศร้าสลดสังเวชใจยิ่ง โดยเฉพาะกับผู้ที่ยึดถือมันมาเป็นอารมย์ ยามหลับก็ยากที่จะหลับตานอน ยามตื่นก็พลุ่งพล่านดังน้ำในกะทะทองแดงรดรินใจให้เดือดพล่าน จะกินจะดื่มคอหอยก็ตีบตันไปเสียสิ้น ช่างทรมานกาย-ใจอย่างแสนสาหัส แววตาจากความเป็นมนุษย์กลายเป็นแววตาแห่งปีศาจร้าย ที่สุดจิตใจที่เคยอ่อนโยนกลับกลายเป็นจิตใจแห่งอสูรร้ายไปในทันที นี่แหละพลานุภาพร้ายแห่งความอาฆาตที่ทำลายล้างทุกผู้คนทุกตัวตนให้พินาศย่อยยับไปในที่สุด แล้วเรายังต้องการให้เจ้าตัวความอาฆาตมาผูกมิตรกับเราอีกหรือ เรายังรักมันอีกหรือ ในเมื่อมันไม่เคยสร้างสรรสิ่งที่ดีงามให้กับใครมีแต่จะทำลายล้างให้พินาศย่อยยับเพียงฝ่ายเดียวทั้งในโลกนี้และโลกหน้า มีความขาดทุนในการดำเนินชีวิตสถานเดียวเท่านั้น ผลที่ได้รับก็ไม่คุ้มค่า อาจจะได้รับโทษทัณฑ์จากกฏหมาย เมื่อตายไปก็ไปสู่นรกอเวจีเป็นที่หวัง ยิ่งถ้าตายในขณะที่จิตผูกพยาบาทอาฆาตด้วยแล้ว ดวงจิตนั้นจะพุ่งตรงลงสู่เหวนรกที่ต่ำที่สุดไม่มีโอกาสที่จะได้รับส่วนบุญส่วนกุศลจากใครได้เลย ทั้งมืดมิดทุกข์ ทรมานตราบนานเท่านานกว่าจะพ้นจากทุกข์นั้น ไม่น่าลงทุนกับเจ้าความอาฆาตแม้แต่สักนิดเดียว มันเป็นทุกข์ตั้งแต่ยังไม่ตายต่อเมื่อตายแล้วยังทุกข์อยู่ ครั้นได้ไปเกิดใหม่เพราะแรงอาฆาต ชีวิตใหม่ย่อมหาความสงบสุขไปไม่ได้

การให้อภัยเป็นการแก้แค้นที่ดีที่สุด เพราะสรรพสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ล้วนอยู่ภายใต้กฏแห่งกรรม

ไม่ว่าเราท่านทั้งหลายจะกระทำอะไรก็ตามทุกอย่างล้วนเป็นการกระทำที่ถูกจดบรรทึกโดยกรรมทั้งสิ้น ดังนั้นเมื่อบัญชีกรรมมีการจดบรรทึกอยู่ทุกตัวอักษร ทุกอักขระ ทุกพยัญชนะอย่างละเอียดปานนี้ แน่นอนไม่มีสัตว์หรือมนุษย์ตนใดหน้าไหนจะพ้นจากกรรมของตัวเองไปได้ ต้องได้รับผลกรรมของตนทั้งสิ้น สรุปได้ว่า เราจะอาฆาตทำลายล้างผู้ที่มาทำร้ายเรา หรือ แม้แต่การกระทำที่ตนทำร้ายตัวเอง ที่สุดการตกเป็นโจกย์หรือจำเลยของตนนั้น ทุกหยดของกรรมย่อมให้ผลกับเราอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ทั้งสิ้น อย่างสาสมเต็มเม็ดเต็มหน่วยจนกว่าจะสำนึกได้และเข้าใจชีวิต นั่นหมายถึงเข้าใจกรรม ต่อเมื่อการเริ่มต้นใหม่ที่เข้าใจกรรม ในลมหายใจที่เป็นการสร้างสมความสงบอันเป็นบุญเป็นกุศล นั่นแหละไฟอาฆาตจึงค่อยๆ ดับเย็นลง ความสงบและความเคารพในธรรม เชื่อในกฏแห่งกรรมเราก็จะรู้ว่าทุกชีวิตเกิดมาทำไม เกิดมาเพื่ออะไร เมื่อรู้จักกรรม ก็รู้จักธรรม รู้จักทุกข์เข้าใจในทุกข์ เราก็จักเริ่มมองเห็นฝั่งอันเป็นที่สุดแห่งแดนเกิด.
ขอความสงบเย็น และ สายธารแห่งธรรม จงช่วยดับไฟให้กับผู้ที่เคารพในพระรัตนตรัยและเคารพในธรรมทุกท่าน ความยุติธรรมของกรรมซึ่งเป็นธรรมชาติแท้จงมีแด่ผู้ใฝ่ในธรรมทุกท่านเทอญ.

เกษแก้ว ศรัทธาโพธิธรรม

วันศุกร์ที่ ๑๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

ธรรมกับความรักและการแต่งงาน

ความงดงามของพระพุทธศาสนาอยู่ตรงที่มีความหลากหลายของธรรมเหมือนกับสวนไม้ดอกนานาพรรณมีดอกไม้หลากสีสันให้คนเลือกเก็บได้ตามต้องการ ธรรมมีจำนวนมากมายหลายประเภทพร้อมที่จะให้แต่ละคนเลือกนำไปปฏิบัติได้ตามความต้องการ ใครอยากไปนิพพานก็มีโลกุตรธรรมสำหรับคนที่ต้องการพ้นโลก ส่วนใครที่อยากประสบความสำเร็จในโลกนี้ก็มีโลกิยธรรมให้นำไปปฏิบัติเพื่อชีวิตที่ดีกว่าในปัจจุบันสำหรับสามีภรรยาที่ต้องการความสำเร็จในชีวิตการแต่งงานก็มีธรรมสำหรับคนครองเรือนให้เลือกปฏิบัติ เป้าหมายแห่งการแต่งงานอยู่ที่การสร้างครอบครัวที่มีแต่ความรักใคร่กลมเกลียวโดยไม่มีการหย่าร้าง สามีภรรยาจะบรรลุถึงเป้าหมายดังกล่าวได้ก็ต่อเมื่อมีการปฏิบัติธรรมร่วมกัน การปฏิบัติธรรมจะช่วยให้ชีวิตคู่เข้มแข็งมั่นคงพอที่จะฝ่ามรสุมต่างๆไปได้ ดังนั้น คู่สามีภรรยาที่ต้องการมีชีวิตการแต่งงานที่ยั่งยืนตลอดไปต้องร่วมกันปฏิบัติธรรม
คำว่า ธรรม ในที่นี้หมายถึงคุณธรรมและจริยธรรม
คุณธรรม ได้แก่ คุณสมบัติที่ดีภายในจิตใจ เช่น ความรัก ความสงสาร ซึ่งช่วยให้คนเราทำหน้าที่ของสามีภรรยาได้โดยไม่ต้องฝืนใจ
จริยธรรม ได้แก่ หลักแห่งความประพฤติที่ดีงามที่จะต้องปฏิบัติเพื่อประโยชน์สุขของตนเอง ครอบครัว และสังคม จริยธรรมเป็นข้อปฏิบัติซึ่งกำหนดไว้โดยศาสนา วัฒนธรรม ประเพณีและกฎหมายว่าอะไรเป็นหน้าที่ที่สามีภรรยาจะต้องทำเพื่อความผาสุกแห่งครอบครัว

จริยธรรมเป็นเรื่องการควบคุมพฤติกรรมที่แสดงออกทางกายและทางวาจา ซึ่งคนอื่นสามารถรับรู้และประเมินได้ว่าเรามีจริยธรรมมากน้อยเพียงใด เช่น การที่สามีภรรยาต้องให้เกียรติกันและกันเป็น
จริยธรรมอย่างหนึ่ง คนทั่วไปสามารถมองเห็นได้ว่าสามีภรรยาคู่นี้ให้เกียรติกันและกันหรือไม่ ตรงกันข้ามกับคุณธรรมซึ่งเป็นเรื่องภายในจิตใจซึ่งยากที่คนทั่วไปจะตรวจสอบได้ว่ามีมากน้อยเพียงใด เช่น ความรักเป็นคุณธรรมอย่างหนึ่ง คนอื่นไม่สามารถจะมองเห็นความรักภายในจิตใจของเราว่ามีมากน้อยเพียงใด เท่าที่คนทั่วไปจะทำได้ก็คือคาดคะเนจากพฤติกรรมภายนอกของเราว่าเรามีความรักในใจมากน้อยแค่ไหน
คุณธรรมเป็นรากฐานของจริยธรรม เมื่อสามีมีคุณธรรม คือ ความรักภรรยาอยู่ในหัวใจ เขาก็จะปฏิบัติหน้าที่ของสามีต่อภรรยาโดยไม่ต้องฝืนใจ ความรักทำให้สามียอมเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อครอบครัวของเขา ดังนั้น ความรักจึงเป็นรากฐานสำคัญของชีวิตการแต่งงาน คู่สามีภรรยาที่แต่งงานกันด้วยความรักจะสามารถปรับตัวเข้าหากันได้ดีกว่าคู่ที่แต่งงานกันโดยไม่มีความรัก เพราะความรักจะทำให้คู่รักยอมลงให้กันและทนกันได้

คำว่า ความรัก ในพระพุทธศาสนา มี ๒ ประเภท ดังนี้
๑. เปมะ ได้แก่ ความรักใคร่หรือความรักแบบโรแมนติกซึ่งเกิดจากสาเหตุ ๒ ประการ คือ (๑) บุพสันนิวาสหญิงชายเคยอยู่ร่วมกันมาแต่ชาติปางก่อนเมื่อเกิดใหม่มาพบกันในชาตินี้จึงเป็นเนื้อคู่กันและรักกัน (๒) การดูแลช่วยเหลือเกื้อกูลกันในชาติปัจจุบันก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งของความรัก แม้หญิงชายจะไม่เคยอยู่ร่วมกันมาแต่ชาติปางก่อน ทั้งคู่ก็รักกันได้เพราะความมีน้ำใจของอีกฝ่ายหนึ่งที่คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
๒. เมตตา ได้แก่ ความปรารถนาดีหรือความหวังดีที่จะให้คนอื่นมีความสุข ซึ่งเกิดจากการมองเห็นความดีงามหรือความน่ารักของคนอื่นแล้วเกิดความประทับใจจนถึงกับคิดส่งเสริมให้เขามีความดีงามหรือความน่ารักยิ่งๆขึ้นไป
ชีวิตการแต่งงานจะยั่งยืนนานถ้ามีความรักทั้งสองอย่าง คือ มีทั้งความรักแบบโรแมนติก และ ความรักแบบเมตตาเป็นพื้นฐาน ความรักแบบโรแมนติกสร้างความสุขความเพลินใจเมื่ออยู่ใกล้คนรัก แต่ไฟแห่งความรักใคร่มักโชติช่วงอยู่ได้ไม่นาน ความเคยชินเพราะอยู่ด้วยกันมานานมักทำให้ความรักใคร่จืดจางไปได้ ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องมีความรักแบบเมตตาตามประกบความรักใคร่เพื่อให้ความรักยั่งยืนยาวนาน
ความรักแบบโรแมนติกถูกความน่ารักน่าปรารถนาของคู่ครองเป็นเครื่องกระตุ้นให้เกิดอารมณ์รัก ความรักใคร่นี้มีธรรมชาติไม่แน่นอน เวลาใดคนรักทำตัวมีเสน่ห์น่ารัก เวลานั้นอารมณ์รักใคร่ก็จะเบ่งบานมีพลัง เวลาใดคนรักเอาแต่ใจทำตัวไม่น่ารัก เวลานั้นความรักใคร่ก็จะอับเฉาร่วงโรย ความรักใคร่แบบโรแมนติกจึงมีสภาวะขึ้นลงตามปัจจัยเงื่อนไขภายนอกอัน ได้แก่ กิริยาอาการของคนรักเป็นสำคัญ
ความรักใคร่แบบโรแมนติกเกิดโดยสิ่งเร้าภายนอกจากคนรักเป็นสำคัญจึงมีสภาวะไม่คงที่ถาวร สามีภรรยาที่ประสงค์จะทำให้ความรักใคร่เข้มแข็งมั่นคงต้องผสมความรักแบบโรแมนติก ด้วยความรักแบบเมตตา
ความรักแบบโรแมนติกเปรียบเหมือนรถยนต์ที่อาศัยคนอื่นคอยเติมเชื้อเพลิงให้อยู่เสมอจึงจะแล่นไปได้ แต่ความรักแบบเมตตาเปรียบเหมือนรถยนต์ที่เจ้าของผลิตเชื้อเพลิงได้เองอย่างไม่มีขีดจำกัดจึงแล่นไปได้ตลอดเวลา ทั้งนี้เพราะความรักแบบเมตตาเป็นสิ่งที่ใจเราสร้างขึ้นมาเองด้วยการฝึกมองให้เห็นความดีงามของคนอื่น คนเราจะมีเมตตาในใจได้ต้องฝึกมองโลกในแง่ดี ถ้าสามีภรรยาสามารถฝึกใจให้มองแต่แง่ดีของคู่ครอง ต่างฝ่ายต่างจะรักกันและกันได้ตลอดเวลาแม้แต่ในยามที่อยู่ด้วยกันมานานจนข้อบกพร่องของอีกฝ่ายหนึ่งเริ่มปรากฏออกมา สามีภรรยาต้องสามารถทำใจให้มองข้ามข้อบกพร่องเหล่านั้นและเพ่งความสนใจไปอยู่ที่ความดีงามของคู่ครอง ดังคำประพันธ์ที่ว่า

มองโลกแง่ดีมีผล เห็นคนอื่นดีมีค่า ปลุกใจให้เกิดศรัทธา ตั้งหน้าทำดีมีคุณ