คำว่า “ทรัพย์” เริ่มต้นจากทรัพย์ที่ไม่ใช่เงินตราทองหยองก็ได้ ทรัพย์ที่เป็นวัตถุสิ่งของต่างๆนั่นก็จัดเป็นทรัพย์ ชื่อเสียงเกียรติยศทางสังคมก็จัดว่าเป็นทรัพย์
แต่ทรัพย์ที่สำคัญและมีค่าที่สุดในชีวิตที่เกิดมา คือ กายกับจิต นี่เป็นทรัพย์ที่มีค่ายิ่ง กายมีค่ามากที่สุดแต่ก็รองจากจิต สูงสุดของที่สุด คือ จิต
จิตเป็นทรัพย์อันเลอค่าหาสิ่งใดมาเทียบไม่ได้ เสียทรัพย์ใดๆก็ไม่เท่าเสียจิตเพราะถ้าจิตเสียและในที่สุดท่านเสียจิตเมื่อใดทรัพย์ทั้งหลายบรรดามีนั้นก็ล้วนไม่มีค่าล้วนหมดความหมาย เพราะถ้าจิตเสียเมื่อใดชีวิตที่เกิดมานี้หมดสิ้นทันทีกลายเป็นคนไร้ค่า เมื่อชีวิตหมดค่าแล้วทรัพย์ก็ไม่มีค่าหมดราคาทันทีเช่นกัน คิดแล้วน่ากลัวมิใช่น้อยต้องรักษาจิตให้ดีกันทุกคน
คนเรามุ่งหาแต่ทรัพย์สินภายนอกอันเป็น เงินทอง บ้านช่อง รถยนต์ เครื่องอำนวยความสะดวก และทรัพย์ที่อุปโลกสมมติขึ้น ไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียงเกียรติยศหรืออะไรๆก็ตาม สิ่งต่างๆที่ท่านออกแรงอย่างสุดแรงเกิดเพื่อให้ได้มานั้นท่านก็ยังไม่อาจมั่นใจได้ว่า มีค่าจริงหรือ และมีไปเพื่ออะไร แต่สิ่งต่างๆที่ว่านี้ก็ต้องมีไว้ เพื่อสังคมมันเป็นวัฒนะธรรมไปแล้วว่าต้องมีและมันยังเป็นเครื่องวัดเครื่องอวดโฉมอวดดีกันในสังคมอีกด้วย ก้อเพื่อหน้าตาที่ท่านปั้นแต่งพอกพูนจนหนาแน่นขูดให้บางเบาลงยากเหลือเกิน สิ่งต่างๆนี้เข้ามาบดบังความจริงถึงทรัพย์แท้ๆว่า ทรัพย์ที่มีค่าที่สุดของมนุษย์นั้น คือ ความดีและคุณค่าของสิ่งมีชีวิต ไม่มีสัตว์ใดๆในโลกนี้ที่เกิดมาไม่มีค่า ทุกตัวสัตว์เกิดมาเพื่อสร้างคุณประโยชน์และคุณค่าให้แก่กันและกัน แม้แต่เชื้อโรค คิดดูว่าในร่างกายของสิ่งมีชีวิตทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ หรือแม้แต่ต้นไม้ใบหญ้าก็มีเชื้อโรคอาศัยอยู่ถ้าไม่มีเชื้อโรคเลยชีวิตก็อยู่ไม่ได้ ดังนั้นก็สรุปได้ว่าทุกชีวิตมีค่าในตนเองแต่เจ้ามนุษย์ผู้มากเรื่องอย่างเราๆกลับมองความจริงที่มีนี้ด้วยความเห็นแก่ตัว ปั้นหน้าปั้นตาเสแสร้งแกล้งมายาขยันหาหน้ากากมาใส่หรอกกันไม่รู้สักกี่หน้าเปลี่ยนกันแทบไม่ทัน มันเป็นค่านิยมที่ผิด จิตใจก็ถูกรดราดด้วยสิ่งย้อมให้เป็นมายา ดังถูกย้อมด้วยน้ำเมา แต่นี่เราเมาชีวิต เมาชีวิตนี่เมายิ่งกว่าเมาเหล้าอีกนะ เมาเหล้าเช้าสายก็หายไปแต่เมาชีวิตบางคนตายแล้วเกิดใหม่ยังไม่หายเมาเลย น่าหัวเราะเยาะจริงๆ สำหรับพวกที่เมาโลกเมาชีวิต ชนิดยอมตายดีกว่าสร่างเมา เมื่อไรสติจะกลับคืนมากันเสียทีหนอ เสียงหัวเราะที่มีกันอยู่เหมือนว่ารื่นเริงเสียเต็มประดานั้น ถ้าตั้งใจฟังให้ดี เสียงหัวเราะนั้นคล้ายเสียงคร่ำครวญและหรือ เสียงหอบหายใจอย่างเหนื่อยอ่อนมากกว่า มีประโยชน์อะไรกับการเสแสร้งแกล้งว่ามีความสุขเสียเต็มประดา ทั้งที่เรากำลังหวาดกลัวจนตัวสั่นใจสั่นเสียปานนั้น กลัวแก่ กลัวเจ็บ กลัวตาย กลัวยากจน กลัวลำบากกลัวการเปลี่ยนแปลง กลัวถูกจับได้ว่าเสแสร้งนั่นประไรอันสุดท้ายนี่เรียกว่า กลัวเสียหน้า และที่สุดชีวิตของทุกผู้นามเมื่อเข้าสู่ปัจฉิมวัย คือ เมื่อร่างกายเริ่มอ่อนล้าลง กำลังวังชาเริ่มถดถอย สายตาเริ่มพร่ามัว เราและท่านผู้หนีไม่พ้นมือมัจจุราชก็เริ่มมองหาความอบอุ่นทางใจความอบอุ่นทางกายกันอีกครั้งคือ มองหาสัจจะธรรมของชีวิต ทุกจิตวิญญาณเดินบ้างวิ่งบ้างเข้าหาความเงียบสงบ ความเรียบง่าย ความสบายๆเบาๆ และอิสระของชีวิต เสรีภาพของจิตที่ไร้สิ่งผูกมัดทางวิญญาณ และนี่คือขุมทรัพย์มหาสมบัติที่มีค่าและยิ่งใหญ่ที่สุด อิสระของชีวิตและเสรีภาพของวิญญาณ ตลอดชีวิตที่เวียนว่ายตายเกิดไม่รู้กี่ภพชาตินี้ล้วนต่อสู้และค้นหาอิสระของชีวิตและเสรีภาพของวิญญาณทั้งสิ้น จิตใจต้องการสิ่งหล่อเลี้ยงที่ สะอาด สงบ สบาย และให้เสรีแก่จิตอย่างเต็มที่และตั้งอยู่บนความถูกต้อง เพื่อตระเตรียมชีวิตสู่โลกใหม่ที่ดีกว่าเก่า เพราะเราเริ่มหวั่นกลัวแล้วที่จะต้องไปเกิดใหม่ ในที่ๆจะไปนั้นน่ากลัวหรือน่ารื่นรมย์ และที่สำคัญ บุญ-บาป ที่ตนสร้างไว้นั้นตนเป็นผู้รู้เองทั้งหมด ทุกอย่างมันถูกบันทึกไว้อย่างละเอียดละออเสียจนน่าตกใจอยู่ตรงกลางแห่งดวงจิต เป็นการบันทึกที่ยาวนานหาจุดเริ่มต้นไม่ได้ และหาจุดสิ้นสุดไม่เจอ นอกจากจนกว่าเราทั้งหลายจะพบและน้อมนำธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาปฏิบัติตามเมื่อนั้นเราก็จะพบอิสระและเสรีภาพแห่งจิตที่แท้จริง แต่วันนี้ตนเองนั่นแหละที่ต้องเป็นผู้ตกใจกับบันทึกลับนั้นมิใช่ใครอื่น หรือบางท่านก็เป็นสุขยิ่งกับบันทึกนั้น อิ่มบุญอิ่มเอิบเบิกบานบันเทิงใจจนใครๆก็ไม่เข้าใจ นอกจากตัวเราเองที่รู้ถึงความบริสุทธิ์ของตัวได้ดีกว่าใครๆ
ที่กลางดวงใจมีจิตสถิตอยู่ ที่กลางดวงจิตมีธรรมเป็นจุดศูนย์กลางแห่งพลังชีวิต เมื่อธรรมะเบ่งบานในจิตเมื่อใด ชีวิตจะเป็นดั่งดอกบัวบานที่พ้นน้ำเมื่อนั้น
ขอให้ดอกบัวในใจทุกดวงได้โผล่พ้นน้ำและเบ่งบานรับอรุณธรรมด้วยกันทุกดวงเทอญ.
อนุโมทนาสาธุ
แก้วเกษม ศรัทธาโพธิธรรม